แบบประเมินหัวข้อดุษฎีนิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาเอก สาขานวัตกรรมการบริหารจัดการการศึกษา ภาคเรียนที่ 3/2555 ชื่อผู้ประเมิน ...พระมหาสาธิต เมธีจรรยาภรณ์.... วันที่....9 มิถุนายน 2555......
|
นักศึกษาและหัวข้อดุษฎีนิพนธ์ |
ความเป็นนวัตกรรม (10คะแนน) |
ใช้ความรู้ในสาขาบริหารจัดการศึกษา (10คะแนน) |
ใช้ทฤษฎีบริหารที่เกี่ยวข้อง (10คะแนน) |
ตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินความเป็นนวัตกรรม(10คะแนน) |
|
คุณอัชฌาวดี สาขานโยบายและยุทธศาสตร์ การจัดการศึกษาแก่ชุมชน |
6 |
6 |
6 |
6 |
รูปแบบการบริหารจัดการวิทยาลัยพุทธศาสตรนานาชาติ
ปรับปรุงหลังการวิพากย์
http://cdn.learners.in.th/assets/media/files/000/364/392/original_EDU8104_Conceptpaper_Sathit1.pdf
|
ดอกไม้: 0
· ความเห็น: 0
· อ่าน: 57
· สร้าง: 11 เดือน ที่แล้ว
|
|
ชอบ |
บันทีกที่21 การเข้าชั้นเรียนครั้งที่5ใน ทฤษฎีและวิธีการวิจัยทางการบริหารจัดการศึกษาขั้นสูง โดย ดร.กฤษดา กรุดทอง เมื่อวันเสารที่ที่ 9 มิถุนายน 2555 ขั้นเรียนได้จัดให้มีการนำเสนอและวิพากษ์หัวข้อดุษฎีนิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาเอก สาขานวัตกรรมการบริหารการศึกษาขึ้น ผู้วิพากษ์ ประกอบด้วย รศ.ดร.ช่วงโชติ พันธุเวช รศ.ดร.กุญชรี ค้าขาย(too surprise) รศ.ดร.ศจีวรรณ ทรรพวสุ และ ผศ.ดร.บัณฑิต ผังนิรันดร์ โดยมี ผศ.ดร.กฤษดา ...
ดอกไม้: 1
· ความเห็น: 10
· อ่าน: 452
· สร้าง: 11 เดือน ที่แล้ว
|
บันทึกการอ่าน “สังคมศาสตร์ การวิจัย” โดย เทียนฉาย กีระนันทน์ ครั้งที่ 4 หน้าที่ 233- 388
บทที่ 11 การวิเคราะห์ข้อมูล
โดยทั่วไป ผู้วิจัยต้องวางแผนและกำหนดเทคนิคและวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่เขียนข้อเสนอหัวข้อวิจัย ในขั้นก่อนลงมือวิเคราะห์ข้อมูล ควรมีการเตรียมจัดรูปแบบและระบบข้อมูล ให้สอดคล้องและใช้ได้ดี เหมาะสมกับเทคนิคการวิเคราะห์ที่ได้กำหนดไว้แล้ว
การเตรียมวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลดิบจะได้รับการจัดรูปแบบและระบบเพื่อให้พร้อมที่จะใช้วิเคราะห์ได้ เป็นการประมวลผลข้อมูล (data processing) ส่วนข้อมูลเชิงบรรยายหรือเชิงคุณภาพ ที่เก็บรวบรวมได้จากเอกสาร จะประมวลผลโดยการจัดประเภท หมวดหมู่ หรือลำดับอนุกรมเวลา ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้วิจัย
ข้อมูลปฐมภูมิที่ได้จากงานภาคสนาม ปกติจะมาจากการสำรวจตัวอย่าง การจัดระบบข้อมูล อาจต้องใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย มีการเตรียมระบบรหัส (coding system) การแปรสภาพข้อมูลในแบบลงรหัสไปลงในคอมพิวเตอร์ เมื่อได้จัดระบบและประมวลผลข้อมูลแล้ว จึงนำไปใช้วิเคราะห์ต่อไป
การสร้างตาราง เมื่อผู้วิจัยใช้ข้อมูลโดยเฉพาะข้อมูลเชิงปริมาณจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องมีการจัดรูปข้อมูล วิธีที่นิยมและยอมรับกันอย่างกว้างขวางคือการจัดเป็นรูปตารางข้อมูล ซึ่งจะทำให้ง่ายในการวิเคราะห์ และช่วยในการนำเสนอรายงาน สะดวกต่อผู้อ่านและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ได้ง่าย ตารางที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์การวิเคราะห์และหรือนำเสนอผลการวิจัย อาจแบ่งเป็น 4 ประเภทกว้างๆ คือ ตารางตัวแปรเดียว ตารางตัวแปรสองตัว ตารางตัวแปรสามตัว และตารางตัวแปรมากกว่าสามตัวขึ้นไป
การสร้างแผนภูมิและแผนภาพ วิธีนำเสนอข้อมูล หรือผลการวิเคราะห์วิธีหนึ่งที่นิยมกัน ทำให้เกิดความเข้าใจง่าย หรือใช้แสดงประกอบคำอธิบายที่ซับซ้อน คือการสร้างแผนภูมิและแผนภาพ ซึ่งมีทั้งที่เป็นแผนภูมิเส้น แผนภูมิแท่ง หรือแผนภูมิในลักษณะอื่นๆ ที่สะท้อนจำนวน หรือสัดส่วนของข้อมูล จำแนกประเภทที่ต้องการนำเสนอ ซึ่งผู้วิจัยควรระลึกว่า เป็นสื่อหรือเครื่องมือช่วยสรุปหรือช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสาระสำคัญมากขึ้น การกำกับมิติหรือแกน จะต้องระบุให้ชัดเจนว่าคืออะไร กำกับด้วยหน่วยการวัดที่ชัดเจน ชื่อแสดงแผนภูมิและแผนภาพ
การตีความหมายข้อมูล จะตีความได้ถูกต้อง สมเหตุสมผล ต้องพิจารณา คือ ประการแรก ต้องทราบพื้นฐานถึงเทคนิคทางสถิติที่ใช้ในการวิจัย ซึ่งรวมถึงข้อดี ข้อบกพร่อง หรือจุดอ่อนของวิธีนั้นๆ ตลอดจนการตีความหมาย ประการที่สอง ควรทบทวนการวิเคราะห์ขั้นต้น เช่น การทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร แม้ว่าการทดสอบจะพบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นความสัมพันธ์โดยบังเอิญหรือไม่ หากทดสอบใหม่กับข้อมูลใหม่ อาจไม่พบความสัมพันธ์ก็ได้ ประการที่สาม กรณีข้อมูลอาจมีข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นจากการรวบรวมข้อมูล ควรทวนกลับด้วยว่า ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาอย่างไร แบบของการวิจัยเป็นอย่างไร มีปัญหาหรือข้อบกพร่องในการวัดตัวแปรหรือไม่ การใช้ตัวแปรแทนเหมาะสมหรือไม่ ประการที่สี่ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ทดสอบแล้ว พบว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ อาจเป็นความสัมพันธ์ลวงได้ กล่าวคือ แท้จริงแล้ว ตัวแปรสองตัวนั้นไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่ที่ทดสอบพบว่ามีความสัมพันธ์นั้น เป็นเพียงความสัมพันธ์ลวงที่เกิดขึ้นกับข้อมูลชุดนั้นเท่านั้น ดังนั้น การทบทวนแบบจำลอง ตัวแปรแทนที่ใช้ รวมถึงการอ่านค่าที่ได้จากการทดสอบทางสถิติ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้วิจัยต้องทำก่อนสรุปผลการวิเคราะห์ ประการสุดท้าย เพื่อให้เกิดความรอบคอบมากที่สุด ผู้วิจัยควรทบทวนพิจารณาอีกครั้งว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ทดสอบพบนั้น เป็นเหตุเป็นผลแก่กันและกันอย่างแท้จริงหรือไม่ กล่าวคือ ความสัมพันธ์ต้องมีค่าสูงมากพอ ความสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลในเชิงอนุกรมเวลา คือเหตุต้องเกิดก่อนผล สามารถอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุผลได้ดี สามารถพิสูจน์หรือทดสอบความสัมพันธ์เช่นว่านั้นได้อีก ในกรณีใดก็ได้ โดยยังคงแสดงความสัมพันธ์นั้นๆ เช่นเดิม
บทที่ 12 การประยุกต์การวิเคราะห์ถดถอยในการวิจัยเชิงประจักษ์
ลักษณะและความหมายของการวิเคราะห์ถดถอย เป็นการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ในเชิงสถิติ 2 ตัวแปร ตัวแปรหนึ่งเป็นตัวแปรอิสระ อีกตัวแปรหนึ่งเป็นตัวแปรตามในรูปของฟังก์ชัน การวิเคราะห์ถดถอยยังอาจแสดงการวิเคราะห์หาค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตามหนึ่งตัวแปร เมื่อมีตัวแปรอิสระที่เป็นตัวกำหนดหลายๆ ตัวแปรได้ เป็นการวิเคราะห์ถดถอยพหุ (multiple regression analysis)
การวิเคราะห์การถดถอยจะแสดงทิศทางของความสัมพันธ์ด้วย กล่าวคือ บอกได้ว่า ตัวแปรตามจะแปรผันในทิศทางเดียว (มีค่าเป็นบวก) หรือแปรผันในทางกลับกัน (มีค่าเป็นลบ) กับตัวแปรอิสระแต่ละตัว ในชุดของตัวแปรอิสระทั้งหมด
การวิเคราะห์การถดถอย จะแสดงถึงขนาด(magnitude) ของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตามกับตัวแปรอิสระ กล่าวคือ ในการวิเคราะห์ถดถอยนั้นจะประมาณค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย (regression coefficient) ค่าสัมประสิทธิ์ที่ประมาณได้สำหรับบทบาทหรืออิทธิพลของตัวแปรอิสระแต่ละตัว จะแสดงถึงขนาดของบาทบาทหรืออิทธิพลที่ตัวแปรอิสระนั้นๆ มีต่อตัวแปรตาม
สิ่งที่ต้องคำนึงในการวิเคราะห์ถดถอย คือการทดสอบค่าประมาณที่ได้ในเชิงสถิติทั้งหมด ค่าสถิติที่ได้จากการวิเคราะห์ถดถอยที่สำคัญมี 3 ประการ คือ
t-statistics ใช้ทดสอบค่านัยสำคัญทางสถิติของค่าประมาณที่คำนวณได้สำหรับค่าสัมประสิทธิ์ในตัวแปรอิสระแต่ละตัวแปร กรณีที่ค่า t ไม่ปรากฏว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ จะให้ความหมายว่า การแปรผันในตัวแปรอิสระนั้นๆ มีผลกระทบต่อการแปรผันในตัวแปรตามไม่แตกต่างไปจากศูนย์ ซึ่งเท่ากับว่า ตัวแปรอิสระนั้น ๆ ไม่น่าจะมีผลกระทบหรือมีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม แต่ถ้าค่า t เมื่อทดสอบแล้ว ปรากฏว่ามีนัยสำคัญ ณ ระดับนัยสำคัญที่สูงมากพอ จะให้ความหมายว่า ภายใต้ชุดตัวแปรอิสระชุดที่กำหนดในแบบจำลองนั้น เมื่อนำเข้ามาพิจารณาร่วมกันแล้ว และเมื่อตัวแปรอิสระทั้งหลายถูกกำหนดไว้ ตัวแปรอิสระเฉพาะตัวที่ประมาณค่าสัมประสิทธิ์นั้นน่าจะมีอิทธิพลและบทบาทในการแปรผันของตัวแปรตามอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
f-statistics เป็นค่าสถิติที่ใช้ทดสอบความเหมาะสมของแบบจำลอง หรือชุดของตัวแปรอิสระทั้งชุดที่กำหนดขึ้นใช้ทดสอบนั้นด้วย ค่า f ที่คำนวณได้แล้วปรากฏว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ จะช่วยเพิ่มน้ำหนักในการอธิบายได้ว่า แบบจำลองหรือชุดของตัวแปรอิสระนั้นๆ ใช้ได้ตามสมควร แต่เมื่อทดสอบแล้วไม่ปรากฏว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ ก็จะเท่ากับว่า แบบจำลองหรือชุดของตัวแปรอิสระที่กำหนดขึ้นอธิบายการแปรผันในตัวแปรตามนั้น ยังไม่เหมาะสมนัก หรือยังใช้ไม่ได้ดีนัก
R2 จะช่วยบอกถึงระดับความสามารถในการอธิบายความแปรผันของแบบจำลองหรือชุดของตัวแปรอิสระที่กำหนดขึ้นนั้นได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องได้ค่าที่สูงหรือต่ำมากก็ได้
ปัญหาพื้นฐานในการวิเคราะห์ถดถอย ข้อจำกัดของการวิเคราะห์ถดถอยที่ผู้ใช้พึงระมัดระวัง ที่อาจเกิดข้อคลาดเคลื่อนหรืออคติขึ้นได้ในผลการวิเคราะห์ และจะทำให้มีการตีความหมาย ตลอดจนการประยุกต์อธิบายผลการวิเคราะห์ผิดหรือคลาดเคลื่อนไปทั้งหมดได้ โดยสรุปข้อจำกัดที่เป็นประเด็นสำคัญ 5 ประการ คือ
1) ปัญหาจากการวิเคราะห์ที่มิใช่เชิงเส้น (non-linearity) การวิเคราะห์ถดถอยนั้น สมมติอยู่ว่าเป็นการผูกแสดงความสัมพันธ์เชิงเส้น (linear relationship) ระหว่างตัวแปรอิสระ กับตัวแปรตามเท่านั้น ดังนั้น ในการประมาณค่าสัมประสิทธิ์ การวิเคราะห์ถดถอยจึงให้ค่าประมาณเชิงเส้น สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับตัวแปรตามโดยตลอด ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วมักปรากฏเสมอว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระตัวใดตัวหนึ่งกับตัวแปรตาม อาจไม่ได้เป็นความสัมพันธ์เชิงเส้น การวิเคราะห์จึงมีผลให้คลาดเคลื่อนไปจากที่ควรจะพึงเป็นได้
2) ปัญหาจากการที่ตัวแปรอิสระบางคู่มีความสัมพันธ์ในเชิงสถิติต่อกัน (multicollinearity) กรณีที่ผู้วิจัยกำหนดแบบจำลองให้ประกอบด้วยตัวแปรอิสระที่กำหนดไว้หลายๆ ตัว ตัวแปรอิสระเหล่านั้น บางคู่อาจมีความสัมพันธ์ในเชิงสถิติกันอย่างใกล้ชิดมาก กล่าวคือ เมื่อพิจารณาจากค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระแต่ละคู่ แล้วจะมีค่าเป็น +1.0 หรือมีค่าที่ใกล้เคียงกับ +1.0 มากๆ ซึ่งตีความได้ว่า ตัวแปรอิสระคู่นั้นๆ แสดงอิทธิพลหรือผลกระทบต่อตัวแปรตามได้เกือบจะเท่าๆ กัน หรืออาจใช้แทนกันได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ตัวแปรอิสระ 2 ตัว ที่ให้ความหมายเกือบจะเหมือนๆ กัน
3) ปัญหาของ simultaneity โดยอิงจากการวิเคราะห์ถดถอยแบบง่าย ที่เรียกว่า OLS ซึ่งมีข้อสมมติที่เป็นเงื่อนไขอยู่ว่า ตัวแปรอิสระแต่ละตัวที่ใช้เป็นตัวกำหนดอธิบายการแปรผันในตัวแปรตามนั้น จะต้องเป็นตัวแปรซึ่งถูกกำหนดโดยตัวแปรอื่นๆ ภายนอกระบบที่เรียกว่า เป็น exogeneous variable ลักษณะปัญหาของ simultaneity เกิดจากการที่ตัวแปรอิสระตัวหนึ่งตัวใดในระบบหรือในแบบจำลองที่สร้างขึ้นไม่เป็นเป็น exogeneous แต่กลับเป็น endogeneous กล่าวคือ กลับมีความสัมพันธ์ในเชิงที่ขึ้นกับตัวแปรอิสระอื่น ๆ ตัวหนึ่งตัวใด หรือหลายตัวที่มีอยู่ในระบบหรือแบบจำลอง อาจเรียกได้ว่า เป็นความสัมพันธ์ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่
4) ปัญหาที่เรียกว่า heteroskedasticity มักเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้ข้อมูล cross-section ที่ตัวแปรตามมีค่าเป็นช่วงห่างมากระหว่างค่าสูงที่สุดกับค่าที่ต่ำที่สุด ผลของปัญหาก็คือ ค่าประมาณของสัมประสิทธิ์อาจคลาดเคลื่อนได้
5) ปัญหาเกี่ยวกับความเกี่ยวพันในเชิงเวลา กรณีที่การศึกษาวิจัย ใช้ข้อมูลเชิงอนุกรมเวลา สิ่งที่มักจะพบว่าเป็นปัญหาเสมอ คือตัวแปรแต่ละตัว มักจะมีความผูกพันหรือเกี่ยวพันในเชิงเวลา
บทที่ 13 การเสนอรายงานการวิจัย
การนำเสนอผลการวิจัย อาจทำได้หลายรูปแบบ เป็นต้นว่า เสนอผลการวิจัยด้วยปากเปล่า เสนอผลการวิจัยในรูปของบทความวิจัยเฉพาะสาระสำคัญๆ ลงพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการ จัดทำเป็นรายงานเสนอผลการวิจัยด้วยการเขียนรายงานเต็มรูป
รูปแบบของรางานการวิจัย โดยทั่วไป แล้วรายงานวิจัยที่เสนอในรูปของข้อเขียนจะใช้รูปแบบของรายงานซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนนำ ส่วนเนื้อหา และส่วนอ้างอิง
ส่วนนำ จะประกอบด้วย ปกในหรือหน้าชื่อเรื่อง หน้าอนุมัติ บทคัดย่อ คำนำ สารบัญเรื่อง สารบัญตาราง สารบัญแผนภาพ
ส่วนเนื้อหา จะประกอบด้วย 1) บทนำหรือความนำ ได้แก่ ความเป็นมา ปัญหาและขอบเขตของปัญหา คำนิยาม สมมติฐาน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2) วิธีการวิจัย ได้แก่ วิธีการศึกษา การสร้างแบบจำลอง ข้อมูลและการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล 3) ผลการวิจัยหรือข้อค้นพบ ได้แก่ การเสนอผลการวิจัย การตีความหมาย การอภิปรายผลการวิจัย 4) สรุปและข้อเสนอแนะ
ส่วนอ้างอิง เป็นความที่จะเพิ่มน้ำหนักของส่วนที่เขียนไว้ในส่วนที่สองของรายงานการวิจัย นอกจากนี้ส่วนต่อท้ายส่วนอ้างอิง มักมีภาคผนวก ที่แสดงรายละเอียดปลีกย่อยที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้รายงานวิจัยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ข้อควรพิจารณาในการเขียนรายงานการวิจัย คือ ความมีเนื้อหาสาระครบถ้วน การมีคุณค่าของงานวิจัย ที่ประกอบด้วย ความถูกต้องแน่นอน ความรัดกุม ความชัดเจน ความต่อเนื่อง ความกลมกลืน การเน้นความสำคัญ ความง่าย
ข้อคิดจากรายงานการวิจัย ที่มักพบเสมอจากการอ่านรายงานการวิจัย คือ รายงานการวิจัยบางกรณี กล่าวถึงประเด็นใดประเด็นหนึ่งกว้างมากเกินไป ทำให้ขาดความชัดเจน ปราศจากเหตุผลที่มีน้ำหนักมาสนับสนุน ขาดหลักฐาน เอกสารอ้างอิง รายงานการวิจัยที่ ผู้วิจัยมิได้วางแผนในการเขียนรายงานล่วงหน้า จึงขาดการจัดระเบียบ เนื้อหาไม่ติดต่อ สืบเนื่องและสอดคล้องกันโดยตลอด ขาดความต่อเนื่องระหว่างตัวปัญหากับสมมติฐาน และผลที่ได้จากการวิจัย ทำให้วัตถุประสงค์เป็นอย่างหนึ่ง สมมติฐานเป็นอีกอย่างหนึ่ง และผลการวิจัยได้เป็นอีกอย่างหนึ่ง บางกรณี ผู้วิจัยไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อมูลอย่างเพียงพอ ผู้วิจัยเขียนสรุปผลการวิจัยในเรื่องหรือประเด็นที่ไม่ได้มีการทดสอบ พิสูจน์ หรือค้นหาไว้ในการวิจัยนั้น
บทที่ 14 การใช้หลักฐานและเอกสารอ้างอิง
วิธีการเขียนอ้างหลักฐานและเอกสารอ้าง ของแต่ละมหาวิทยาลัย จะมีรูปแบบตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เห็นเค้าโครงหนังสือ สำหรับผู้สนใจได้ศึกษา ในที่นี้จะนำเสนอเฉพาะประเด็นหลักที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้ดังนี้
1) วิธีการอ้างอิง ประกอบด้วย ข้อความที่คัดลอกมา เชิงอรรถ บรรณานุกรม
2) วิธีการเขียนเชิงอรรถและบรรณานุกรม
3) ศัพท์และคำย่อต่างๆ ที่ใช้กันทั่วไป
บทที่ 15 การเขียนข้อเสนอวิจัย
ส่วนประกอบของข้อเสนอวิจัย ได้แก่ 1) การกำหนดปัญหาในการวิจัย ประกอบด้วย ข้อความเบื้องต้นหรือคำนำ ขอบเขตของการวิจัย วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของการวิจัย สมมติฐานในการวิจัย การนิยาม ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2) แนวการวิเคราะห์ ประกอบด้วย ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวความคิดหรือแบบจำลอง แนวทางที่ใช้ในการวิเคราะห์ 3) ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ลักษณะของข้อมูลที่จะใช้ แหล่งข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย ทรัพยากรที่ต้องการ 4) การเขียนรายงานการวิจัย 5) งบประมาณ 6) ผู้วิจัย
แนวคิดที่ได้เพิ่มเติมจากการวิพากย์ คือ การทบทวนระเบียบวิธีวิจัย โดยเฉพาะเครื่องมือ และการวิเคราะห์เครื่องมือ เพื่อให้ตอบปัญหาวิจัย และวัตถุประสงค์การวิจัย ได้ดียิ่งขึ้น
และจากการกลับมาอ่านทบทวนวรรณกรรมเพิ่มเติมพบว่า การวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ทำได้ทั้งในรูปแบบเชิงสถิติ และการวิพากย์โดยผู้ทรงคุณวุฒิ
ส่วนการจะเลือกวิธีใด ต้องดูบริบทของงานวิจัย ความเป็นไปในการนำไปปฏิบัติ เวลา และทรัพยากรด้วย
เรียน ท่านอาจารย์ และเพื่อนๆ นักศึกษาครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต นวัตกรรมการบริหารจัดการศึกษา ทุกท่าน เชิญเข้าไปแวะอ่านสรุปบันทึกการอ่าน “สังคมศาสตร์ การวิจัย” โดย เทียนฉาย กีระนันทน์ ครั้งที่ 4 จากหน้าที่ 70-232 และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ตามลิงค์ด้านล่างนี้
บันทึกการอ่าน “สังคมศาสตร์ การวิจัย” โดย เทียนฉาย กีระนันทน์ ครั้งที่ 3 หน้าที่ 70-232
บทที่ 7 ข้อมูลและการกำหนดตัวแปร
การเก็บรวมรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนที่ใช้ค่าใช้จ่ายสูง และใช้เวลามาก จึงจำเป็นต้องเก็บรวบรวมเฉพาะเท่าที่จำเป็นและใช้ในการวิเคราะห์หรือนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์เท่านั้น การกำหนดตัวแปรที่แน่นอนชัดเจน จากแบบจำลอง จะช่วยให้นักวิจัยได้ททวนตรวจสอบ ว่าตัวแปรครบถ้วน ถูกต้อง หรือไม่
ประเภทของตัวแปร
(1) ตัวแปรอิสระ จัดเป็นต้นเหตุ หรือปัจจัยที่เป็นเหตุแห่งที่ต้องการศึกษา
(2) ตัวแปรตาม จัดเป็นปัจจัยสืบเนื่องจากตัวแปรอิสระ จะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับเรื่องที่วิจัยและเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
(3) ตัวแปรควบคุม เป็นตัวแปรผันอื่นๆ ที่อยู่ภายนอกแบบจำลองที่สร้างขึ้น แต่อาจมีผลกระทบอย่างสำคัญในการวิเคราะห์ ที่ไม่อาจสื่อความหมายได้ตามเจตนารมณ์ มักอยู่ในรูปของข้อสมมติหรือเงื่อนไข จำเป็นที่นักวิจัยจะต้องควบคุม เพื่อขจัดอิทธิพลของตัวแปรผันอื่นๆ ให้ได้
การกำหนดแบบจำลอง เป็นการกำหนดค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ที่อาจวัดค่าเป็นตัวเลขหรือเทียบเคียงเป็นค่าตัวเลขได้ ซึ่งจะต้องแปรจากทฤษฎีเป็นเชิงประจักษ์ ให้สามารถวัดค่าได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขหรือไม่ก็ตาม
การกำหนดตัวแปรเชิงประจักษ์ ซึ่งต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า ตัวแปรที่กำหนดขึ้น สามารถสื่อความหมายได้ถูกต้อง และสามารถเก็บข้อมูลได้ บางครั้งต้องให้ความหมายให้ชัดเชิงประจักษ์ เพื่อจะให้ได้ข้อมูลสำหรับตัวแปรนั้นๆ อย่างถูกต้อง ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้ตัวแปรแทน (proxy) เช่น ตัวแปรรายได้ อาจใช้ตัวแปรระดับการศึกษา หรือตัวแปรเกี่ยวกับมูลค่าสินทรัพย์ที่ถือครองเข้ามาแทนที่ โดยการทดสอบทางสถิตติหรือโดยการอ้างอิงทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับการโดยทั่วไป
การพิจารณาจัดรูปข้อมูล ต้องหาวิธีในการจัดรูปข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และสะดวกในการนำไปใช้ในการวิเคราะห์ต่อไป อาจอยู่ในรูปของค่าเฉลี่ย มัธยฐาน ฐานนิยม การกระจายเป็นร้อยละ หรือการแบ่งกลุ่มข้อมูลเป็นพิสัย
มาตราหรือระดับของการวัด มีอยู่ 4 มาตรา ได้แก่
(1)Nominal scale เป็นมาตราวัดอย่างกว้างๆ พอให้เห็นความต่างที่ค่อนข้างชัด เช่น ตัวแปรเพศ มาตรวัด เป็น ชาย-หญิง เป็นต้น
(2)Ordinal scale เป็นมาตรวัดละเอียดขึ้นมากอีก สามารถวัดความแตกต่างได้ดีขึ้น เช่น ตัวแปรประสิทธิภาพ มาตรวัดเป็น ดี ปานกลาง เลว เป็นต้น
(3)Interval scale เป็นมาตราที่แบ่งเป็นช่วง ๆ มีเกณฑ์อยู่กับศูนย์สมมติ เช่น ตัวแปรคะแนนสอบ มาตรวัดเป็น A B C D F
(4)Ratio scale มาตราอัตราส่วน เช่น ตัวแปรน้ำหนัก มาตรวัดเป็น กิโลกรัม เป็นต้น
บทที่ 8 เทคนิคและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
ข้อมูล จำแนกเป็นหลายประเภท แบ่งตามขนาด เป็นข้อมูลมหภาค ข้อมูลจุลภาค แบ่งตามแหล่งข้อมูลเป็น ข้อมูลปฐมภูมิ ข้อมูลทุติยภูมิ การเก็บข้อมูลสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่ การเก็บข้อมูลจากเอกสาร การสังเกต การทดลอง การสัมภาษณ์
การเก็บข้อมูลจากเอกสาร ใช้ในการวิเคราะห์เพื่อทดสอบหรือพิสูจน์สมมติฐาน เป็นการศึกษาความรู้พื้นฐานที่จะนำมาสร้างกรอบแนวคิดและแบบจำลองในการวิจัย เอกสารที่จะนำมาใช้วิเคราะห์ อาจพิจารณาจาก 1) หนังสือทั่วไป 2) เอกสารอ้างอิง ได้แก่ สารานุกรม พจนานุกรม บรรณานุกรม นามานุกรม 3) รายงานการวิจัย บทความวิจัย รายงานการสำรวจ รายงานการศึกษา 4) วิทยานิพนธ์ 5) เอกสารทางราชการ 6) วารสาร 7) จุลสาร
การเก็บข้อมูลจากการสังเกต เป็นวิธีการหนึ่งที่จะได้ข้อมูลจากปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในขณะหนึ่งๆ หรือในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อมูลภาคสนาม และมักเป็นข้อมูลระดับจุลภาค มักใช้ในกรณีที่การเก็บข้อมูลวิธีอื่นๆ ไม่ได้ผลดี หรือไม่เหมาะสมเพียงพอ การสังเกตอาจทำได้หลายวิธี ได้แก่ 1) การสังเกตที่สามารถควบคุมตัวแปร หรือสิ่งแวดล้อมได้ดี เพื่อที่จะสังเกตเฉพาะตัวแปรสำคัญ 2) การสังเกตแบบมีส่วนร่วม โดยการเข้าไปร่วมกิจกรรมที่กลุ่มประชากรเป้าหมายดำเนินอยู่ 3) การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม โดยไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์หรือกิจกรรมนั้น ทั้งนี้การเก็บข้อมูลจากการสังเกต อาจมีการกำหนดเค้าโครงเตรียมการสิ่งที่ต้องการสังเกตโดยเฉพาะไว้ล่วงหน้า (structured observation) หรืออาจไม่กำหนดเค้าโครงใดๆ ไว้เลย (unstructured observation) อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยต้องคำนึงถึงข้อจำกัดในการเก็บข้อมูลจากการสังเกตหลายประการ ได้แก่ 1) หลักการสังเกตที่ดี ต้องสามารถถ่ายทอดหลักการแก่คณะนักวิจัยด้วย โดยการเตรียมตัว หาความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่จะสังเกตให้มากที่สุด 2) ข้อมูลจากการสังเกตอาจถูกจำกัด ด้วยสิ่งแวดล้อม ธรรมเนียม ประเพณี หรือข้อห้ามบางอย่าง จนไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ 3) การเก็บข้อมูลจากการสังเกต มักเป็นช่วงเวลา และต้องมีเวลานานพอสมควร ที่ต้องเสียสละ พร้อมในการคลุกคลีกับงานภาคสนามระยะยาว โดยปราศจากอคติ ซึ่งมักมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมาก 4) การสังเกตเปรียบเทียบ 2 กรณี มีข้อจำกัดมาก และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ทั้งกรณีผู้สังเกตคนเดียวหรือกลุ่มเดียวกัน และต่างกลุ่ม ที่ต้องอาศัยการพูดคุยกัน และใช้เกณฑ์เดียวกันในการวิเคราะห์ข้อมูล 5) การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลต้องทำกันในรายละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะต้องมีความเข้าใจและรู้ถึงเนื้อหาวิธีการ และเป้าหมายของงานวิจัยในระดับใกล้เคียงกัน
การเก็บรวบรวมข้อมูลจากการทดลอง เป็นการเก็บข้อมูลโดยสร้างสถานการณ์ หรือควบคุมบังคับเหตุการณ์ สิ่งแวดล้อม อย่างหนึ่งอย่างใด หรือหลายอย่าง เพื่อให้ได้ข้อมูลตัวแปรที่ต้องการศึกษาโดยเฉพาะ โดยปราศจากอิทธิพลของตัวแปรภายนอกอื่นๆ มีกลยุทธ์ในการดำเนินงานโดยเฉพาะเป็นเอกเทศ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เชื่อถือได้มากที่สุดในเชิงสถิติ มีทฤษฎีและหลักการทางสถิติที่กำหนดรูปแบบและวิธีการ เรียกว่า การออกแบบการทดลอง (experimental design) และ การออกแบบสำรวจ (Survey design)
การเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ อาจกล่าวได้ว่า เป็นการสนทนาเชิงถาม-ตอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงบางอย่าง ทำให้ได้ข้อมูลค่อนข้างรวดเร็ว ถูกต้อง เป็นที่นิยมใช้กันมากในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ การสัมภาษณ์อาจเป็น 1) ประเภทที่ใช้แบบสัมภาษณ์ (interview schedule) หรือแบบสอบถาม ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดของคำถามที่ต้องการคำตอบ 2) ประเภทที่กำหนดแนวทางการสัมภาษณ์ ( interview guide) โดยไม่มีคำถามและรายละเอียดคำถาม มีแนวการสัมภาษณ์กว้างๆ การถามซัก (probing) เป็นเครื่องมือที่สามารถประยุกต์ใช้กับการสัมภาษณ์ได้ดี เพื่อกระตุ้นให้ได้คำตอบที่ถูกต้องตามประเด็น มีลักษณะ 5 ประการ คือ 1) การถามซักเพื่อให้ได้ข้อความที่สมบูรณ์ขึ้น (completion probe) 2) การถามซักเพื่อให้ได้ข้อความที่ชัดเจน (clarity probe) 3) การถามซักเพื่อให้ได้ประเด็นเรื่องราวในรายละเอียดต่อเนื่องยิ่งขึ้น ( channel probe) 4) การถามซักแบบที่มีการตั้งข้อสมมติเป็นเงื่อนไขก่อนด้วย (hypothetical probe) 5) การถามซักเพื่อให้ได้ปฏิกิริยาตอบโต้ ( reaction probe)
บทที่ 9 แบบสอบถามในการวิจัยทางสังคมศาสตร์
ลักษณะทั่วไปของแบบสอบถาม ซึ่งเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการเก็บข้อมูล โดยให้ผู้ตอบ ตอบคำถามตามที่ผู้วิจัยกำหนดแนวทางไว้ แนวคำถามที่ใช้ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อมูล ข้อเท็จจริง ประวัติ ความคิดเห็น หรือทัศนคติ การใช้แบบสอบถาม มีวิธีการใช้ 2 วิธี คือ ให้ผู้ตอบกรอกแบบสอบถามเอง และผู้วิจัยหรือพนักงานสัมภาษณ์กรอกแบบสอบถามให้
ขั้นตอนในการสร้างแบบสอบถาม 9 ขั้นตอน ประกอบด้วย
ขั้นแรก ศึกษาค้นคว้าเอกสาร หลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่วิจัยให้กว้างขวางมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ขั้นที่สอง กำหนดขอบเขตของข้อมูล จากปัญหาการวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัย
ขั้นที่สาม กำหนดคำถามตามขอบเขตของข้อมูล อาจเป็นคำถามโดยตรง หรือโดยอ้อมก็ได้
ขั้นที่สี่ เป็นการร่างแบบสอบถามร่างแรก เชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ เป้าหมายการวิจัย ควรพยายามร่างให้มากที่สุด แล้วคัดกรองพิจารณาจากความจำเป็น คำตอบที่ได้ตรงตามวัตถุประสงค์การวิจัยหรือไม่
ขั้นที่ห้า เป็นการตรวจสอบและปรับปรุงร่างแบบสอบถาม ทั้งตรวจสอบด้วยตนเอง และตรวจสอบโดยผู้อื่น พิจารณาจากถ้อยคำ สำนวน ประโยคที่ใช้ ความชัดเจนของคำถามหรือคำอธิบาย ประโยชน์ของคำถาม ความครบถ้วนของข้อมูลที่จะได้จากคำถามแต่ละข้อ ความหมายและการตีความหมายของคำถาม รวมทั้งคำศัพท์และนิยามศัพท์ยากๆ ที่ใช้ในแบบสอบถาม ลำดับของคำถาม
ขั้นที่หก เป็นการทดสอบแบบสอบถาม คือการนำแบบสอบถามที่ร่างไว้ไปถามจากกลุ่มประชากรที่เลือกขึ้นมากลุ่มหนึ่ง ซึ่งควรมีคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างที่เลือกไว้ทำการวิจัยโดยเฉพาะ ซึ่งให้ผลดี 2 ด้าน คือ แบบสอบถามมีปัญหา อุปสรรค์ ข้อขัดข้องประการใดบ้าง และเป็นการทดสอบความรู้ความเข้าใจ สร้างประสบการณ์ตรงแก่ผู้เก็บข้อมูลด้วย
ขั้นที่เจ็ด เป็นการแก้ไขปรับปรุงร่างแบบสอบถามที่ใช้ทดสอบแล้ว
ขั้นสุดท้าย เป็นการบรรณาธิกรณ์แบบสอบถามและกำหนดระเบียบวิธีที่ใช้ในแบบสอบถาม เป็นการปรุงแต่งเนื้อหา วรรคตอน ย่อหน้า รูปแบบ ตัวอักษร ตัวสะกด เป็นต้น
รูปแบบของแบบสอบถาม โดยทั่วไปจะกำหนดคำถามเป็น 2 รูปแบบ คือ แบบที่ต้องการคำตอบโดยเฉพาะเจาะจง กับแบบที่ไม่ต้องการคำตอบโดยเฉพาะ
เนื้อหาของแบบสอบถาม เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้วิจัยต้องพิถีพิถันและให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ข้อมูลเกี่ยวกับความรู้สึก ข้อมูลความเห็น ข้อมูลทัศนคติ ข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อในข้อเท็จจริง ข้อมูลที่เกี่ยวกับมาตรฐานในการปฏิบัติ
การตั้งคำถามและการใช้ถ้อยคำ แบบสอบถามที่ดี ต้องให้ผู้ตอบเข้าใจวัตถุประสงค์ของการวิจัยอย่างถูกต้องถ่องแท้ การตั้งคำถามและการใช้ถ้อยคำ จึงเป็นสิ่งที่ผู้วิจัยจะสื่อความหมายให้ผู้ตอบได้เข้าใจและจะได้ให้คำตอบตรงตามวัตถุประสงค์ได้ดี โดยจะต้อง สั้น กะทัดรัด เข้าใจง่าย ได้ใจความ ใช้คำที่รู้จักกันดีโดยทั่วไป มีความหมายไม่กำกวม ใช้ภาษาธรรมดา เรียบเรียงประโยคให้ง่าย ใช้ภาษากลางๆ หลีกเลี่ยงคำที่หรู ใช้คำให้น้อยที่สุด และสื่อความหมายดีที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้คำที่เป็นนามธรรม หรือคำที่ทำให้ผู้ตอบลำบากใจในการตอบ หลีกเลี่ยงคำถามที่อาจตอบได้หลายแนว ใช้ถ้อยคำในลักษณะที่ช่วยให้ผู้ตอบใช้ความพยายามในการตอบน้อยที่สุด
บทที่ 10 ประชากร ตัวอย่าง และการเลือกตัวอย่าง
ความหมายและความสำคัญของการเลือกตัวอย่าง การตีความประชากรเป็นได้ทั้ง การแจงนับ (enumeration) เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่ต้องการจากประชากรทุกหน่วยในประชากรทั้งกลุ่มที่เป็นเป้าหมาย นับเป็นวิธีการสำมะโน แต่หากจะศึกษาประชากรที่มีจำนวนมาก จำเป็นต้องใช้ ตัวอย่าง (sample) ของประชากร ในลักษณะที่เป็นตัวแทน เป็นการ สำรวจตัวอย่าง (sample survey)
การกำหนดประชากรเป้าหมาย (target population) โดยทั่วไป ประชากรจะมี 2 ลักษณะ คือ สามารถกำหนดจำนวนหรือระบุขอบเขตได้ค่อนข้างแน่ชัด (finite population) กับประชากรที่ไม่สามารถกำหนดขนาดหรือจำนวนได้แน่ชัด หรืออาจกำหนดจำนวนได้ยากมาก (infinite population) การวิจัยทางสังคมศาสตร์ มักศึกษาประชากรที่มีจำนวนหรือขอบเขตที่แน่ชัด การกำหนดประชากรเป้าหมาย จึงกำหนดขึ้นจากประชากรทั้งหมดตามขอบเขตที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นระดับส่วนงาน หรือระดับครัวเรือนเป็นต้น
การเลือกตัวอย่าง (sampling) แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เลือกโดยไม่คำนึงถึงความน่าจะเป็น (non-probability sampling) และเลือกโดยคำนึงถึงความน่าจะเป็น (probability sampling)
ตัวอย่างการเลือกโดยไม่คำนึงถึงความน่าจะเป็น ได้แก่
1) การเลือกตัวอย่างแบบจงใจ (purposive sampling) ที่ผู้วิจัยจงใจหรือเจตนาเลือกตัวอย่างด้วยเหตุผลเฉพาะเป็นพิเศษที่สามารถอธิบายได้
2) การเลือกตัวอย่างโดยบังเอิญ (accidental sampling) ที่ผู้วิจัยเลือกจากการที่พบผู้ใด ก็สอบถามจากผู้นั้น
ตัวอย่างการเลือกโดยคำนึงถึงความน่าจะเป็น ได้แก่
1) การเลือกตัวอย่างโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) เป็นวิธีการเลือกตัวอย่างที่ทำให้ประชากรเป้าหมายทุกหน่วย มีโอกาสได้รับเลือกเท่าเทียมกัน
2) วิธีการจับสลากหรือล๊อตเตอรี่ คือการเขียนชื่อหรือหมายเลขของประชากรเป้าหมายทั้งหมดที่อยู่ในข่ายที่จะถูกเลือกเป็นตัวอย่าง แล้วเลือกหยิบขึ้นมาเป็นตัวอย่างจนครบตามจำนวนที่ต้องการ
3) วิธีการใช้ตารางสุ่ม (random table) เป็นตารางที่มีผู้ทำขึ้นไว้เป็นสากล จะประกอบด้วยตัวเลขเป็นชุดจำนวนมาก เลือกโดยใช้ปากกาหรือดินสอจิ้มลงในตารางสุ่ม ตามเกณฑ์ที่กำหนด
4) การเลือกตัวอย่างอย่างมีระบบ (systematic sampling) เป็นวิธีการเลือกตัวอย่างที่ช่วยแก้ไขจุดอ่อนของการเลือกตัวอย่างโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย ในกรณีที่ประชากรมีขนาดใหญ่มากๆ ทั้งนี้ต้องมีบัญชีรายชื่อประกอบด้วย โดยการเลือกสุ่มเป็นระยะเท่าๆ กัน เช่น ทุก 100 คน เป็นต้น
5) การเลือกสุ่มตัวอย่างเป็นชั้นภูมิ (stratified sampling) คือจัดแบ่งประชากรทั้งหมดเป็นกลุ่มขั้นชั้นภูมิ (strata) ย่อยๆ เสียก่อนแล้วจึงเลือก
6) การเลือกตัวอย่างเป็นกลุ่ม (cluster sampling) เป็นวิธีคล้ายกับการจัดชั้นภูมิ เพื่อแต่กลุ่มในวิธีนี้ มักจะเป็นการใช้ขอบเขตทางภูมิศาสตร์เป็นหลัก บางครั้งเรียกว่า เป็นการเลือกตัวอย่างโดยแบ่งกลุ่มพื้นที่
แบบประเมินหัวข้อดุษฎีนิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาเอก สาขานวัตกรรมการบริหารจัดการการศึกษา ภาคเรียนที่ 3/2555
ชื่อผู้ประเมิน ...พระมหาสาธิต เมธีจรรยาภรณ์.... วันที่....9 มิถุนายน 2555......
|
นักศึกษาและหัวข้อดุษฎีนิพนธ์ |
ความเป็นนวัตกรรม (10คะแนน) |
ใช้ความรู้ในสาขาบริหารจัดการศึกษา (10คะแนน) |
ใช้ทฤษฎีบริหารที่เกี่ยวข้อง (10คะแนน) |
ตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินความเป็นนวัตกรรม(10คะแนน) |
|
คุณรัตมณี สาขาหลักสูตรและการสอน หลักสูตรการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ระดับประถมศึกษา |
6 |
8 |
7 |
8 |
|
พระสุเมธ สาขานโยบายและยุทธศาสตร์ การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมแก่นักเรียน โดยใช้ทุนทางจริยธรรม |
6 |
7 |
6 |
6 |
|
คุณวาสนา สาขาหลักสูตรและการสอน รูปแบบโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ |
6 |
7 |
7 |
7 |
|
คุณน้ำผึ้ง สาขาหลักสูตรและการสอน การพัฒนาเว็ปฝึกอบรม เรื่อง..... |
6 |
7 |
6 |
7 |
|
พระมหาสาธิต สาขาหลักสุตรและการสอน รูปแบบการบริหารจัดการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ ม.มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย |
8 |
7 |
8 |
7 |
|
คุณอัชฌาวดี สาขานโยบายและยุทธศาสตร์ การจัดการศึกษาแก่ชุมชน |
|
|
|
|
|
คุณศักดา สาขานโยบายและยุทธศาสตร์ ระบบการบริหารจัดการยุทธศาสตร์สถานศึกษา |
6 |
7 |
6 |
6 |
|
ชอบ |
บันทีกที่20 ส่ง Paper และคะแนนประเมินใน ทฤษฎีและวิธีการวิจัยทางการบริหารจัดการศึกษาขั้นสูง โดย ดร.กฤษดา กรุดทอง โปรดทราบ ขอให้นักศึกษาดำเนินการดังนี้ ภายในวันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน 2555 เวลา 24.00 น.โดยการแนบ file 1.ให้ส่ง file ดุษฎีนิพนธ์ของท่านลงท้ายบันทึกนี้ 2.ให้ส่งคะแนนการประเมินดุษฎีนิพนธ์ของสมาชิก
ดอกไม้: 1
· ความเห็น: 12
· อ่าน: 323
· สร้าง: 12 เดือน ที่แล้ว
|
|
ดอกไม้: 0
· ความเห็น: 0
· อ่าน: 48
· สร้าง: 12 เดือน ที่แล้ว
|
พระมหาสาธิต เมธีจรรยาภรณ์
รหัสนักศึกษา 54484941002
นำเสนอหัวข้อวิจัยเรื่อง "รูปแบบการบริหารจัดการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" ดูรายละเอียดได้ตามลิงค์ด้านล่าง
http://www.learners.in.th/blogs/posts/519972
ดาวโหลดแนวคิดหัวข้อวิจัย ตามลิงค์ด้านล่าง
http://cdn.learners.in.th/assets/media/files/000/364/196/original_EDU8104_Conceptpaper_Sathit.pdf
รูปแบบการบริหารจัดการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยใน สังคมศาสตร์วิจัย โดย พระมหาสาธิต เมธีจรรยาภรณ์ การวิจัยรุปแบบการบริหารจัดการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.ศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการบริหารจัดการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2. นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการวิทยาวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยา...
ดอกไม้: 2
· ความเห็น: 2
· อ่าน: 312
· สร้าง: 12 เดือน ที่แล้ว
|
|
ดอกไม้: 0
· ความเห็น: 0
· อ่าน: 42
· สร้าง: 12 เดือน ที่แล้ว
|
แบบตรวจสอบดุษฎีนิพนธ์ ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัย
เรื่อง "รูปแบบการบริหารจัดการวิทยาลัยพุทธศาสตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย"
พระมหาสาธิต เมธีจรรยาภรณ์ รหัสนักศึกษา 54484941002
ตำแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผน/หัวหน้าฝ่ายวิจัยสถาบันและสารสนเทศ
สังกัด กองแผนงาน สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
Dissertation
|
รายการที่ใช้ตรวจสอบ |
Akiba Hiroko. (2008) |
Stinson Barry L. (2010) |
Witt M. Allison (2010) |
Lizarraga M. I. C.(2011) |
Singer Sarah M.(2011) |
|
(ก)ความเป็นนวัตกรรม งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนานวัตกรรมหรือไม่ (1)นวัตกรรมต้องใหม่ (2)ตรวจสอบได้อย่างไรว่าใหม่จริง |
ระบุสถานะปัจจุบันและประเด็นที่ท้าทายการศึกษาข้ามชาติในมาเลเซีย วิจัยแล้วเสร็จในปี 2008 |
เป็นนวัตกรรมความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างประเทศ กรณีศึกษาประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแอฟริกาใต้ วิจัยแล้วเสร็จในปี 2010 |
วิจัยตรวจสอบกระบวน การวางแผนการจัดโปแกรมบัณฑิตศึกษาร่วมหลายสถาบันระหว่างสถาบันวิจัยในสหรัฐ อเมริกา และสิงคโปร์ วิจัยแล้วเสร็จในปี 2010 |
วิเคราะห์เชื่อมโยงความสัมพันธ์การอุดมศึกษาระหว่างประเทศ ในลักษณะพันธมิตรทางกลยุทธ์ วิจัยแล้วเสร็จในปี 2011 |
เป็นนวัตกรรมการพัฒนาการศึกษานานาชาติของวิทยาลัยท้องถิ่น วิจัยแล้วเสร็จในปี 2011 |
|
(ข) ความเป็นสาขาวิชา งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนานวัตกรรมในสาขาหรือไม่ เป็นนวัตกรรมประเภทใด (1)เป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการ (2)เป็นด้านนโยบาย/ด้านยุทธศาสตร์ (3)เป็นด้านหลักสูตร หรือ (4)ด้านการสอน |
เป็นนวัตกรรมการการบริหารจัดการศึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา |
เป็นการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ |
เป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการด้านนโยบายและการวางแผนยุทธศาสตร์ |
เป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ |
เป็นการพัฒนานวัตกรรมในสาขาการบริหารจัดการด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ |
|
(ค) ความเป็นทฤษฎี งานวิจัยนี้ใช้ทฤษฎีทางการบริหารจัดการการศึกษาทฤษฎีใดมาอธิบาย สนับสนุนแนวคิดการพัฒนานวัตกรรม (1)ชื่อทฤษฎี/เจ้าของ (2)สาระหลักที่นำมาใช้
|
Globalization and Its Impacts on Higher Education (Altbach 1998, Carnoy & Rhoten 2002, Kwiek 2001, Bloom 2005, Newson 1998, Slaugher 1998, de Wit 2002, Ellingboe 1998, Enders 2004, Knight 1999, Qiang 2003, McBurnie & Qiguras 2001, Harari 1992, Andressen 1993, Chadler 1989,Coleman 2003, Hefferna & Poole 2005, Marginson 2002, 2004, Qutust; Marginson & Rhoades 2002, etc.) |
1.Interorganizational Relationship Theory (IOR) (Oliver 1990, Whetten 1981, Warren 1967, Ring & Van de Ven 1991, Doz 1996, Turner 1987, Neale & Northcraft 1991, Golicic and Mentzer 2005, Achrol 1997, Martin 2004, Casey 2007, Isett & Provan 2005, Miller, Scott, Stage, & Birkholt 1995) 2.Contingencies of Interorganizational Relationships (Christine Olover 1990) 3.Interorganizational Relationship Development (Ring and Vande Ven 1994) 4.Learning in IOR (Doz 1996) 5.The Individual in the Interorganizational Relationship (Ring 1994, Neale and Northcraft 1991, Turner 1987) 6.Adaptation of IOR Theory to the Higher Education Setting (Ring and Ven de Ven 1994, Altcach 2001, Van de Water, Green & Koch 2008, Chan 2004) |
1.Globalization as Connectivity (Giddens 1990, Burbules and Torres 2000, Robertson & Scholte 2007, Powell 1990, Scott 2002) 2.Agency and Power within Global Networks (Giddens 2003, Jayasuriya 2001, Appardurai 1996, Burbules and Torres 2000, Jones 1996, Obstfeld & Taylor 2003, Knight 2003, Altbach 2007, Mohrman, Ma, & Baker 2008, Gibbons et al. 1994) 3.Local Agency and Globalization (Rizvi & Lingard 2010, Ritzer 2004, Burbules & Torres 2000, Clarke 2003, Robertson 1995) 4.Internationalization and Globalization in Higher Education (Altbach 2004, Qiang 2003, Green and Olson 2003, Reichert and Wachter 2000, Knight 2001,Bauman 1998) 5.Global Patterns of Development of International Program (Rizvi 2009, Thelin 2004, Lim 1995, Kerr 1991, Wiley & Root 2003, Newman, Coutruier & Scurry 2004, Green & Olsen 2003, Marginson 1995, Considine et al 2001, Slaugher and Leslie 1997, Ziman 1994, Knight 2003, Hoong 2007, Meredith 2007, Mahrman, Ma & Baker 2008, Guruz 2008, Harding et al. 2007) 6.National Context of the Study (Clark Kerr 1991) 7.US Higher Education’s Cultural Framing (Philip altbach 1998, Brucacher & Rudy 1997, Guruz 2008, Thelin 2004, Goudie 2006) 8.Development of US International Programs Within the Global Marketplace (Altbach 2004, Clark & Astuto 1986, Slaughter & Leslie 1997, Hannah 1996,Lucas 1994, Kerr 1991, Kaghan & Barnett 1997, Etzkowitz & Leydesdorff 1997, Fulbright 1970, Leslie 1993, Paarlberg 2004, Schiller & Philips 1972, Feldman 1989, Dumas 1984, Zakaria 2008) 9.Singapore’s Cultural Framing (Olds 2007, Olds & Thrift 2004, Sidhu 2006, Hill & Lian 1995, Koh 2009, Uphoff 1991, Ramcharan 2006, Lee 2008, Lim 1995, Mok 2006, 2008) |
Transformationalist perspective on globalization (Held et al.’s 1999) Internationalization and typology of emerging rationales (Knight’s 2004) Typology of existing rationales (Wit’s 2002) Interpretive approach (Yanow’s 2000) Internationalization of higher education (de Wit 2002, Dolby & Rahman 2008) |
1.The relationship between the community and the college - Community impacts on schooling (Harkavy 1998) - Town and gown (Mayfield 2001, Clavelle 2001, Gumprecht 2003, Weill 2009) - Treatment of the community (Dardig 2004, Harkavy 1998, Mayfield 2001) - The city was site for creative faculty and student to effectively integrate theory and practice (Harkavy 1998) - Engaging and developing true university community partnerships (Clavelle 2001, Leiderman, Furco, Zapf, and Goss 2004, Mayfield 2001, Weill 2009) - Colleges and their people shape the urban personality (Gumprecht 2003) - To fashion curricula that dovetail with the needs of industry (Fernandez 2009) - Community service function of community college (Brawer 2003) - Cultural centers for their communities (Cohen & Brawer 2003) - Town-gown relationships (Cohen & Brawer 2003) 2. The missions of the community college - Six categories of community college missions (Cohen and Brawer 2003) - Primary mission of community college (Amey and VanDerLinden 2002) - Challenges, actions values, and missions of community colleges today and in 10 years (Mendoza et al. 2009) 3.Globalization and higher education - globalization (Altbach and Knight 2007) - effects of globalization (Duderstadt 2000) - global society (Bok 2006) - global economy (Gregor 2002) - social process (Levin 2002) - integration of international and cross-cultural topic across the curriculum (Kedia and Daniel 2003) - key aim of the academe has become enable students (Duderstadt 2000) 4. The internationalization of higher education -the process of integration an international/intercultural dimension into the teaching, research, and service function of the institutions (De Wit 2000) -globalization of the economy and society begets internationalization of higher education (Altbach & Knight 2007, Bandler 2002, Bok 2006, De Wit 2000, Duderstadt 2000, Gregor 2002, Guerin 2009, Hser 2005) -how internationalization is implemented on college campuses ( Schoorman 2000) 5. Internationalization in community colleges -interconnected markets and society (Altbach & Knight 2007) -characteristics for successful internationalization (Schoorman 2000) -community college students (Guerin 2009, Green 2007, Green et al. 2008, Green & Siay 2005, Hult & Motz 2008, Levin 2000, 2002, Raby 2008, Raby & Valeau 2007) -developments in the internationalization of community colleges ( Siaya and Hayward 2003) 6. The benefits of study abroad (Carlson et al. 1990, McKeown 2009, Gardner, Gross & Streglitz 2008 7. Study abroad in community colleges (Green et al. 2008, Green & Siay 2005, Hult & Motz 2008, Raby 2008, Raby & Valeau 2007) |
|
(ง) ความเป็นนวัตกรรม จะพิสูจน์ยืนยันได้อย่างไรว่า นวัตกรรมที่เสนอ ดีจริง เช่นทำให้เกิดประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลทางการบริหารจัดการองค์กรหรือเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ผู้เรียนสูงสุด (1)ใช้อะไรเป็นตัวชี้วัด (2)จะสอบวัดได้อย่างไร |
Rationale for Qualitative Research Design using case study strategy. Semi-Structure interviews |
Qualitative Approach 1.Interviewing and observing Educational process, problems, and programs 2.Descriptive Data are used to develop conceptual categories, challenge theoretical assumptions held prior to the data gathering. 3.The model of analysis is inductive (Merriam 1998, p.39). |
1.Theoretical Rationale for Qualitative Methods (Stake 1995, Weiss 1994, Guba & Lincoln 1981, Coffey and Delamont 2003, Douglas 1976) 2.Research setting and Design 3.Interview 4.Documents 5.Data Analysis 6.Data Management |
Qualitative methodologies 1.Interpretive policy analysis literature 2. Ranking survey 3. semi-structured interviews |
The first survey designed to collect data from community colleges background information, international activities, and experiences of the development of study abroad programs The second survey was designed to better understand the connections community colleges have forged with external constituencies within the community and the ways in which these constituencies have influenced study abroad program development. |
ดุษฎีนิพนธ์
|
รายการที่ใช้ตรวจสอบ |
ประดิษฐ์ อารยะการกุล(2547) |
ธเนศ จิตสุทธิภากร(2547) |
กนิษฐา นาวารัตน์ (2549) |
สุรภี โสรัจจกุล (2549) |
เสาวภาคย์ วัฒนวิเชียร (2549) |
|
(ก)ความเป็นนวัตกรรม งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนานวัตกรรมหรือไม่ (1)นวัตกรรมต้องใหม่ (2)ตรวจสอบได้อย่างไรว่าใหม่จริง |
เป็นนวัตกรรมการพัฒนากลยุทธ์การแข่งขันของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ วิจัยแล้วเสร็จ ปีการศึกษา 2547 |
เป็นการวิจัยพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการ วิจัยแล้วเสร็จ ปีการศึกษา 2547 |
เป็นการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการ วิจัยแล้วเสร็จปีการศึกษา 2549 |
เป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการ วิจัยแล้วเสร็จปีการศึกษา 2549 |
1.อุปสงค์และปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดอุปสงค์ความสามารถของสถาบันการศึกษาในการตอบสนองต่ออุปสงค์ 2.วิจัยแล้วเสร็จปี 2549 |
|
(ข) ความเป็นสาขาวิชา งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนานวัตกรรมในสาขาหรือไม่ เป็นนวัตกรรมประเภทใด (1)เป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการ (2)เป็นด้านนโยบาย/ด้านยุทธศาสตร์ (3)เป็นด้านหลักสูตร หรือ (4)ด้านการสอน |
เป็นนวัตกรรมในสาขาที่เกี่ยวข้อง ประเภทนวัตกรรมการบริหารจัดการ ด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ ที่สัมพันธ์กับการจัดทำกลยุทธ์ด้านวิชาการและนักศึกษา |
เป็นการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการศึกษาอุดมศึกษา ด้านนโยบายและยุทธศาสตร์นานาชาติ |
เป็นการพัฒนานวัตกรรมในสาขาวิชาการบริหารจัดการศึกษา ด้านนโยบายและยุทธศาสตร์นานาชาติ |
เป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์นานาชาติ |
เป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์นานาชาติ |
|
(ค) ความเป็นทฤษฎี งานวิจัยนี้ใช้ทฤษฎีทางการบริหารจัดการการศึกษาทฤษฎีใดมาอธิบาย สนับสนุนแนวคิดการพัฒนานวัตกรรม (1)ชื่อทฤษฎี/เจ้าของ (2)สาระหลักที่นำมาใช้
|
1.บริบทที่สร้างการแข่งขันของสถาบันอุดมศึกษา 2.ภารกิจของสถาบันอุดมศึกษา 3.การจัดการอุดมศึกษา 4.กลยุทธ์การแข่งขัน 5.พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 6.การวิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรมอุดมศึกษา 6.1 การแข่งขัน 6.2 ผู้บุกรุก 6.3 ผู้ซื้อ 6.4 ผู้จัดจำหน่าย 6.5 สินค้าทดแทน |
1.องค์ประกอบของโปรแกรมนานาชาติ 1.1 นโยบายเกี่ยวกับความเป็นนานาชาติ (ทบวงมหาวิทยาลัย 2533, 2539) 1.2 ความหมายและเป้าหมายของโปรแกรมนานาชาติ (Wit 1997, Wilson 1997, The International encyclopedia of HE 1997, Pickert 1992, ทองอินทร์ วงศ์โสธร และคณะ 2540, ไพฑูรย์ สินลารัตน์ 2534) 1.3 องค์ประกอบของโปรแกรมนานาชาติ (ทบวงมหาวิทยาลัย 2541, Johnston Jr. 1996, Encyclopedia of HE 1997, Liss 1993, สุชาติ ตันธนเดชา 2534, ชวลิต หมื่นนุช และพรทิพย์ กาญจนนิยต 2547) 1.4 ลักษณะของการจัดโปรแกรมนานาชาติ (Emerson and Newsom 1995, Scott 1994, Knight 1997, Ebuchi 1989, ทบวงมหาวิทยาลัย 2534) 2.แนวคิดการพัฒนานักศึกษา (Chickering 1993, Astin 1968, Micek and Armey 1974, พรชุลี อาชวอำรุง 2525, สำเนา ขจรศิลป์ 2538, ธิดารัตน์ บุญนุช 2538) 3.แนวคิดเกี่ยวกับการวิเคราะห์หลักสูตร (Bergquist 1981, Taba 1962, ปทีป เมธาคุณวุฒิ 2532, สุจริต เพียรชอบ 2523, สิริพร บุญญานันท์ 2537) 4.แนวคิดเกี่ยวกับการกำหนดกลยุทธ์ (Certo & Peter 1991, ธงชัย สันติวงษ์ 2537, สมยศ นาวีการ 2540, สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ 2543, Porter 1985) |
1.บริบทของการศึกษานานาชาติในประเทศไทย ศักยภาพของประเทศไทย และบทบาทความเป็นผู้นำในการเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติในภูมิภาค 1.1 หมวด 6 มาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา (พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542) 1.2 แผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ 8,9 (ทบวงมหาวิทยาลัย 2540, 2545) 1.3 นโยบายของรัฐบาลด้านการศึกษา (สำนักนายกรัฐมนตรี 2541, 2544, SASIN 2544) 1.4 แนวความคิดการศึกษานานาชาติ และกลยุทธ์การจัดการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา 2545, ธเนศ จิตสุทธิภากร 2547) 1.5 นโยบายธุรกิจบริการ (กระทรวงพาณิชย์ 2544) 1.6 บริบทปัจจุบัน 1.7 สภาพแวดล้อมปัจจุบันที่มีผลต่อการส่งเสริมการศึกษานานาชาติในประเทศไทย (Porter 1995, วัฒนา วงเกียรติรัตน์ 2542, สมยศ นาวีการ 2539) 1.8 ศักยภาพความเป็นผู้นำของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ (Time Higher 2005, Jolley 1997, สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา 2548, สมศ 2548, ธเนศ จิตสุทธิภากร 2547) 2.รูปแบบการส่งเสริมความเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติในภูมิภาคของประเทศไทย 2.1 หลักการออกแบบองค์การตามกลยุทธ์ หลักการกำหนดโครงสร้างองค์กร (ธงชัย สันติวงษ์ 2541, Daft 2001) 2.2 แนวความคิดเกี่ยวกับการกำหนดกลยุทธ์ (Wheelen and Hunger 2004, Porter 1995, วัฒนา วงเกียรติรัตน์ 2548) 2.3 ยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2544, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน 2547, IMD 2004, Kotler 2005) 2.4 แนวความคิดเกี่ยวกับรูปแบบและการสร้างรูปแบบ (Keeves 1998) 2.5 ทฤษฎีเครือข่ายวิสาหกิจ (SOlvell et all 2003, Kotler 2005) |
1.แนวคิดการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา -พันธกิจอุดมศึกษา (ไพฑูรย์ สินลารัตน์ 2546, สำนักมาตรฐานการอุดมศึกษา 2546) -ปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 (ทบวงมหาวิทยาลัย 2541) -ความเป็นสากลของอุดมศึกษา (ธเนศ จิตสุทธิภากร 2547) -คุณลักษณะของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา -ปฏิญญาสากลแห่งยูเนสโก ว่าด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม (กระทรวงวัฒนธรรม 2548) 2. ทฤษฎีพัฒนาการนักศึกษา -ทฤษฎีโครงสร้างทางปัญญา (Perry 1981, Kolhberg …..) -ทฤษฎีจิตสังคม (Erikson 1950, Chicdeing and Feisser 1993) -ทฤษฎีผลของสภาพแวดล้อมของสถาบันต่อการพัฒนานักศึกษา (Astin 1993, Passcallela 1985, 1991, Tinto 1975, 1987, นงลักษณ์ ประเสริฐและคณะ 2548) 3. แนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ -แนวคิดและทฤษฎีการเรียนรู้ (ทิศนา แขมมณี 2545) 4. ยุทธศาสตร์การเรียนรู้ -แนวคิดและยุทธศาสตร์การเรียนรู้ลาสซี่ (Wenstien et al 2002) -ทฤษฎียุทธศาสตร์การเรียนรู้ (Tomas et al 1991, Peat et al 2000, Ho et al 2001) 5. แนวคิดและหลักการบริหารศูนย์พัฒนายุทธศาสตร์การเรียนรู้ -การบริหารยุทธศาสตร์การเรียนรู้ (University of Toronto 2006, Winston Salem State University 2006) -รูปแบบการจัดกิจกรรมพัฒนายุทธศาสตร์การเรียนรู้ (University of Connecticus 2006) -หลักการแนะแนววิธีการเรียนรู้เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์การเรียนรู้ -ยุทธศาสตร์ในการบริหารศูนย์พัฒนายุทธศาสตร์การเรียนรู้ (กิตติมา สุรสนธิ 2531, สมคิด พรมจุ้ย 2544, สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ 2545) -การบริหารองค์กรแบบอิสระ (ไพฑูรย์ สินลารัตน์ 2542, The America Heritage: Dictionary of the English Language 2003) |
1.ปัจจัยส่วนบุคคล เพศ (Miller and Byrnes, 2001, Hamqvist, 1987, Menon, 1997, ) ผลการเรียน (Miller and Byrnes, 2001, Jimenez and Salas-velasco, 2000, Sedaie, 1998, John 1991) ความสามารถและความถนัดทางภาษาอังกฤษ (Perrucci and Hung, 1995, Marion, 1986, white and Brown 1983, Lee, Adb-Ella and Burk, 1981, Flether and stren, 1989) 2.ปัจจัยสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังของบิดามารดา รายได้ผู้ปกครอง (วศิน ชูประยูรและชมกมล เฟื่องฟู, 2540, Jimenez and Salas-Velasco 2000, Sedaie, 1998) อาชีพของบิดามารดา (ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง, 2547, วศิน ชูประยูรและชมกมล เฟื่องฟู, 2540, Sassangka, 1998) การศึกษาของบิดามารดา, (ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง, 2547, วศิน ชูประยูรและชมกมล เฟื่องฟู, 2540, Hash-Vaugh, 2004, Miller and Byrnes, 2001, Jimenez and Salas-Velasco, 2000) จำนวนพี่น้องในครอบครัว(วศิน ชูประยูรและชมกมล เฟื่องฟู, 2540)
3.ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายในการศึกษา (Mazzarol and Soutar, 2001, Zuker 2004, Jones 2002, Dennard 2000, Mcleod 1997, Menon 1997, Perna 2000, Moore, studentmund and Slobko 1991, Kallio 1995, Jones 2002, Knowles 1997) โอกาสการมีงานทำ (Mazzarol and Soutar 2001, Jimenez and Salas-Velasco 2000, Palika 2003, วศิน ชูประยูร และชมกมล เฟื่องฟู 2540, Ed Net 2002) รายได้ที่คาดว่าจะได้รับจากการทำงานในอนาคต (Menon 1997, Jimenez and Salas-Velasco 2000, Perna 2003, Palika 2003, Montmarquette, Cannings and Mahseredjian 2002, Finnie and Frenette 2003, Phacharopoulos and Ng 1994) 4.ปัจจัยสภาพแวดล้อมทางการศึกษา ความมีชื่อเสียง คุณภาพและมาตรฐานทางการศึกษาของสถาบัน (Mazzarol and Soutar 2001, McLeod 1997, Jones 2002, Maquire Associates of Concord 2004, Psacharopoulos 1979, Baimbridge 1997) ประสบการณ์ที่ได้รับจากการศึกษาหลักสูตรนานาชาติ (ยุวดี ต้นตระกูลรุ่งเรือง 2547, วศิน ชูประยูร และชมกมล เฟื่องฟู 2540, Mazzarol and Soutar 2001) 5.ปัจจัยอื่นๆ การสนับสนุนของบิดามารดา (Mazzarol and Soutar 2001) ความสามารถในการสอบเข้าศึกษาต่อได้ (Mazzarol and Soutar 2001) |
|
(ง) ความเป็นนวัตกรรม จะพิสูจน์ยืนยันได้อย่างไรว่า นวัตกรรมที่เสนอ ดีจริง เช่นทำให้เกิดประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลทางการบริหารจัดการองค์กรหรือเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ผู้เรียนสูงสุด (1)ใช้อะไรเป็นตัวชี้วัด (2)จะสอบวัดได้อย่างไร |
การวิจัยแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน คือ 1.วิเคราะห์เอกสารและงานวิจัย สร้างเครื่องมือเก็บข้อมูลการบริหาร การวางแผนกลยุทธ์ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม 2.วิเคราะห์การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์แบบสอบถามสภาพแวดล้อม 3.วิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งภายนอก และภายในของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 4. จัดทำกลยุทธ์การแข่งขันของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ โดยการประชุมสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 5.นำเสนอกลยุทธ์ที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ |
การวิจัยแบ่งเป็น 6 ขั้นตอน คือ 1.ศึกษาองค์ประกอบของโปรแกรมนานาชาติ 2.ศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัญหาความเป็นสากลของการจัดโปรแกรมนานาชาติ 3.วิเคราะห์และสังเคราะห์รูปแบบของการจัดโปรแกรมนานาชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทย 4.วิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จของแต่ละรูปแบบการจัดโปรแกรม 5.จัดทำกลยุทธ์การจัดโปรแกรมนานาชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทย 6.วิเคราะห์สรุป นำเสนอ รูปแบบและกลยุทธ์การบริหารโปรแกรมนานาชาติในแต่ละรูปแบบ โดยการจัดประชุมผู้ทรงคุณวุฒิ |
การวิจัยแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน 1.วิเคราะห์รูปแบบการส่งเสริมการศึกษานานาชาติในภูมิภาคเอเชีย 2.วิเคราะห์บริบท ศักยภาพและบทบาทความเป็นผู้นำของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ 3.พัฒนารูปแบบและกลยุทธการส่งเสริมความเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติของประเทศไทย 4.ตรวจสอบรูปแบบและกลยุทธ์ในการประชุมผู้ทรงคุณวุฒิ 5.วิเคราะห์ผลสรุปและนำเสนอรูปแบบและกลยุทธ์ |
การวิจัยเชิงพรรณนา แบ่งการวิจัยออกเป็น 3 ขั้น คือ 1.จัดทำเครื่องมือ 2.พัฒนารูปแบบศูนย์และยุทธศาสตร์ส่งเสริมประสิทธิภาพศูนย์ 3.ตรวจสอบรูปแบบ |
ใช้แบบจำลองในการวิเคราะห์ค่าตัวแปร แบบจำกัดสาขาวิชา มีการทดสอบค่าพารามิเตอร์ โดยวิธี Maximum Likelihood อยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้หรือไม่ สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษานานาชาติระดับอุดมศึกษาและการพัฒนาประเทศ จำนวน 15 ท่าน |
รายการอ้างอิง
ภาษาอังกฤษ
Barry L. Stinson. (2010). International education partnerships: A CASE STUDY OF TWO UNIVERSITIES IN THE UNITED STATES AND SOUTH AFRICA. Dissertation of Doctor of Philosophy, The Steinhardt School of Culture, Education, and Human Development New York University.
Hiroko Akiba. (2008). The changing face of transnational education in Malaysia : A case study of international offshore university programs. Dissertation of Doctor of Philosophy, The Faculty of the Graduate School of The University of Minnesota.
Lizarraga M. I. C.(2011). Rationales Shaping International Linkages in Higher Education: A Qualitative Case Study of the ASU-ITESM Strategic Alliance. Dissertation of Doctor of Philosophy, ARIZONA STATE UNIVERSITY.
Singer Sarah M.(2011). THE IMPACT OF MACRO-LEVEL FACTORS ON THE DEVELOPMENT OF STUDY ABROAD IN COMMUNITY COLLEGES. Dissertation of DOCTOR OF PHILOSOPHY, Department of Higher, Adult, and Lifelong Education, Michigan State University.
Witt M. Allison (2010). Planning for international collaboration in higher education : A Case Study of A Multi-Institutional Degree Program. Dissertation of Doctor of Philosophy in Educational Policy Studies in Graduate College of the University of Illinois at Urbana-Champaign.
ภาษาไทย
กนิษฐา นาวารัตน์ (2549). การพัฒนารูปแบบและกลยุทธ์การส่งเสริมความเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติของประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขา อุดมศึกษา ภาควิชานโยบายการจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ธเนศ จิตสุทธิภากร (2547). การพัฒนากลยุทธ์การจัดการโปรแกรมนานาชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทย. วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขา อุดมศึกษา ภาควิชานโยบายการจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ประดิษฐ์ อารยะการกุล (2547). การพัฒนากลยุทธ์การแข่งขันของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ. วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขา อุดมศึกษา ภาควิชานโยบายการจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุรภี โสรัจจกุล (2549). การพัฒนารูปแบบศูนย์พัฒนายุทธศาสตร์การเรียนรู้สำหรับนักศึกษาหลักสูตรนานาชาติ ที่ศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา สังกัดคณะกรรมการการอุดมศึกษา. วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขา อุดมศึกษา ภาควิชานโยบายการจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เสาวภาคย์ วัฒนวิเชียร (2549). การวิเคราะห์อุปสงค์ของการศึกษาหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาตรีในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขา อุดมศึกษา ภาควิชานโยบายการจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
|
ชอบ |
บันทึกที่11 การเข้าชั้นเรียนครั้งที่3ใน ทฤษฎีและวิธีการวิจัยทางการบริหารจัดการศึกษาขั้นสูง โดย ดร.กฤษดา กรุดทอง วันเสาร์ที่ 12 เชิญวิทยากรบรรยาย ภาคเช้า อาจารย์ได้เชิญ ดร.วิจิตรา ศรีสอน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต มาเป็นวิทยากร เรื่องการวิจัยเชิงคุณภาพ: ระเบียบวิธีวิจัย (เดิมได้เชิญ ผศ.ดร.ทัศนีย์ ไพทูรย์พงษ์ แต่ท่านติดงานที่ต่างประเทศ) ภาคบ่าย ขอเชิญ ดร.วิจิตรา ศรีสอน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ม...
ดอกไม้: 1
· ความเห็น: 9
· อ่าน: 663
· สร้าง: ประมาณ 1 ปี ที่แล้ว
|
|
ชอบ |
บันทึกที่17 การนำเสนอ Concept Paper หัวข้อดุษฎีนิพนธ์ใน ทฤษฎีและวิธีการวิจัยทางการบริหารจัดการศึกษาขั้นสูง โดย ดร.กฤษดา กรุดทอง วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน 2555 เวลา 900 น.เป็นกำหนดวันนำเสนอ Concept Paper ดุษฎีนิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาเอก สาขานวัตกรรมการบริหารจัดการทางการศึกษา โดยให้นักศึกษา 1.เตรียม Concept Paper รายบุคคล 3 บท คือบทที่1-2-3 พร้อมบทคัดย่อและบรรณนานุกรม จำนวน 15-20 หน้า ส่งด้วยการพิมพ์บนกระดาษA4 ในวันที่ 9 มิถุน...
ดอกไม้: 4
· ความเห็น: 7
· อ่าน: 1702
· สร้าง: 12 เดือน ที่แล้ว
|
|
ชอบ |
ขันทึกที่16 หัวข้อดุษฎีนิพนธ์/การประเมินใน ทฤษฎีและวิธีการวิจัยทางการบริหารจัดการศึกษาขั้นสูง โดย ดร.กฤษดา กรุดทอง ประเด็นหัวข้อดุษฎีนิพนธ์ของนักศึกษา หลักสูตรการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ระดับประถมศึกษา การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมแก่นักเรียน โดยใช้ทุนทางจริยธรรม การพัฒนารูปแบบของโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ การพัฒนาเว็ปฝึกอบรม เรื่อง..... ของ สพฐ. รูปแบบการบริหารของวิทยาลัยนานาชาติ ม.มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลั...
ดอกไม้: 1
· ความเห็น: 1
· อ่าน: 611
· สร้าง: 12 เดือน ที่แล้ว
|
|
ชอบ |
ดอกไม้: 1
· ความเห็น: 0
· อ่าน: 277
· สร้าง: 12 เดือน ที่แล้ว
|