อดิศร
Ico64
นาย อดิศร กิจเมธี

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 0

บุญ พงษ์มา....คนไร้สัญชาติ....สู่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายด้านสถานะของบุคคล…ปิดตำนานแม่อายสะอื้น

คำว่า “คนไร้สัญชาติ” นั้น หมายถึง คนที่ถูกปฏิเสธจากรัฐทุกรัฐในโลกที่จะยอมรับว่าเป็นคนสัญชาติ จึงตกเป็นคนต่างด้าวในทุกประเทศของโลก

บุญ พงษ์มา....คนไร้สัญชาติ....สู่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายด้านสถานะของบุคคล…ปิดตำนานแม่อายสะอื้น

                สิทธิมนุษยชนนั้น ผู้ทรงสิทธิมนุษยชนอาจถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ 3 ทาง ดังต่อไปนี้

1.       คนที่มีปัญหาทางสถานะของบุคคล กล่าวคือ เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับตัวตนของบุคคลนั้นๆ เช่น คนไร้รัฐ คนไร้สัญชาติ เป็นต้น

2.       คนที่มีปัญหาสถานะทางหนี้ หรือ ทางนิติสัมพันธ์ กล่าวคือ เป็นปัญหาทางความสัมพันธ์ในทางกฎหมายในเรื่องสิทธิหน้าที่ระหว่างบุคคล ซึ่งอาจเป็นเรื่องระหว่างเอกชนกับเอกชน หรือ เอกชนกับรัฐ ก็ได้

3.       คนที่มีปัญหาสถานะทางทรัพย์สิน  กล่าวคือ เป็นปัญหาในทางด้านสิทธิในการใช้สอยหรือได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินซึ่งตนเองเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิครอบครอง

 

บุญ พงษ์มา เป็นหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นแกนนำของชาวบ้านชุมชนแม่อาย ซึ่งเคยประสบกับการถูกล่วงละเมิดทางสิทธิมนุษยชน กล่าวคือ บุญ พงษ์มาเป็นบุคคลที่มีปัญหาในด้านสถานะของบุคคล นั้นคือ ปัญหาในเรื่องการเป็นคนไร้สัญชาติ

สำหรับคำว่า คนไร้สัญชาติ” นั้น หมายถึง คนที่ถูกปฏิเสธจากรัฐทุกรัฐในโลกที่จะยอมรับว่าเป็นคนสัญชาติ จึงตกเป็นคนต่างด้าวในทุกประเทศของโลก[1]

สำหรับเรื่องเล่าของ บุญ พงษ์มานั้น ผู้เขียนขอนำเสนอประวัติโดยสังเขป ดังนี้

บุญ พงษ์มา เกิดเมื่อ พ.ศ. 2508 ที่บ้านท่าตอน ซึ่งเกิดก่อนอำเภอแม่อาย ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 2517  บุญ พงษ์มานั้นไม่ได้เกิดที่โรงพยาบาลแต่อย่างใด แต่เกิดที่งานชุมชน ซึ่งในสมัยนั้น คนแม่อาย ก็คลอดลูกที่บ้านเป็นปกติอยู่แล้ว เมื่อบุญ พงษ์มาเกิดมา ทั้งชุมชนก็ร่วมรับรู้และยินดีกับการเกิดของบุญ ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม บิดามารดาของบุญ พงษ์มา ไม่ได้ไปแจ้งการเกิดของบุญต่ออำเภอ ทั้งนี้ บิดามารดาของบุญก็ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดจึงต้องแจ้งเกิดอีกด้วย  เพราะ บิดามารดาของบุญ ก็ไม่ได้รับการแจ้งเกิดและไม่มีชื่อในทะเบียนของรัฐใดเลยในโลก เมื่อสืบย้อนไปในอดีตถึงบรรพษุรุษของครอบครัวบุญ พงษ์มา พบว่า ย่าของบุญ พงษ์มามี ชื่อว่า นางหล้า  ม่านจี่ เกิดในประเทศไทย ในปี พ.ศ.2453 ซึ่งเกิดหลังจากมีการจัดทำกฎหมายทะเบียนราษฎร โดยรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2452 นางหล้า  ม่านจี่นั้นมีบัตรประจำตัวประชาชนไทย และเมื่อสืบย้อนขึ้นไปอีกพบว่า นางหล้า  ม่านจี มีบิดา ชื่อว่า นายถอน  เกิดที่ท่าตอน แต่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเกิดในพ.ศ.ใด นายถอนเป็นคนไทย โดยความเชื่อของชุมชนไทย และมีมารดา ชื่อว่า นางหนู เกิดที่ท่าตอนเช่นเดียวกัน แต่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเกิดในพ.ศ.ใด นางหมูเป็นคนไทย โดยความเชื่อของชุมชนไทยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แม้นางหล้า  ม่านจี่ จะถือบัตรประจำตัวประชาชนไทย แต่บุตรของนางหล้า  ม่านจี่ กลับถือบัตรพลัดถิ่นสัญชาติพม่า  นายส่างพรม อินหลู่ผู้เป็นบิดาของบุญ พงษ์มา ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ว่า ในช่วง ปี พ.ศ.2506 มีการถ่ายทำบัตรประชาชนให้แก่ชาวบ้านที่ท่าตอน หลายๆครอบครัวก็ได้ทำบัตรประชาชนและได้รับการทำทะเบียนราษฎร แต่ตนพร้อมด้วยภรรยาในขณะนั้น ได้เดินทางไปทำมาหากินที่พื้นที่บริเวณสบยอนซึ่งเป็นอาณาบริเวณที่ทั้งราชอาณาจักรไทยและประเทศพม่า ต่างอ้างหรือแสดงอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนทับซ้อนกัน กล่าวคือ ในขณะที่ประเทศพม่าถือว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของรัฐพม่า ส่วนรัฐไทยก็ถือว่าอาณาบริเวณนั้นเป็นดินแดนของรัฐไทย ทั้งคู่จึงไม่ได้รับการทำทะเบียนราษฎรและทำบัตรประชาชนแต่อย่างใด ภายหลัง เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบบริเวณสบยอน ครอบครัวทั้งหมดจึงกลับมาอยู่ที่ท่าตอน และไม่ได้ไปทำไร่นาที่สบยอนอีกเลย

                ต่อมา ในปี พ.ศ. 2520 กรมการปกครองได้มีการจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า ครอบครัวของส่างพรมจึงมาถ่ายบัตรประจำตัวผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเหมือนอีกหลายๆครอบครัว เพราะ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งแจ้งว่าบัตรดังกล่าว คือ หลักฐานเบื้องต้นของทางราชการที่ใช้สำหรับจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน และบอกอีกด้วยว่า หากไม่ทำบัตรดังกล่าว จะต้องถูกขับไล่ออกไปจากประเทศไทย อีกทั้งในขณะนั้น ครอบครัวส่างพรมก็ไม่เข้าใจว่า เอกสาร

ที่ทางราชการให้มาคืออะไร ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2522-2527 บุญ พงษ์มา จึงถูกบันทึกว่าเป็นคนสัญชาติพม่าโดยรัฐไทย  เมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้ ต่อมา พ่อมหานิคม ผู้เป็นน้าของบุญ จึงไปถวายฎีกาต่อในหลวง จนกระทั้งในปี พ.ศ.2537-2545 บุญ ก็ถูกบันทึกว่าเป็นคนสัญชาติไทย โดยรัฐไทย

                จนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 นายอำเภอแม่อายก็ถอนชื่อคนในครอบครัวอินหลู่ทั้งหมดพร้อมกับชาวบ้านแม่อายอื่นๆอีกรวม 1243 คน ออกจากทร.14ซึ่งเป็นทะเบียนบ้านของคนอยู่ถาวร โดยนายอำเภอแม่อายไม่แจ้งให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและไม่เปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบได้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานแต่ประการใด [2] และนายอำเภอแม่อายได้ให้เหตุผลอธิบายต่อไปว่า พวกเขาทั้งหมดไม่มีสัญชาติไทยหรือมีก็เสียสัญชาติไทยแล้ว เพราะ ไปรับบัตรประจำตัวผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า จึงเกิดเป็นโศกนาฏกรรมอันนำไปสู่คดีปกครองประวัติศาสตร์คดีหนึ่ง ที่เราเรียกกันว่า คดีแม่อาย ด้วยเหตุนี้ บุญ พงษ์มา และชาวบ้านแม่อายจึงตัดสินใจลุกขึ้นต่อสู้คดีในศาลปกครอง และเป็นเวลายาวนานถึง 3 ปี ที่บุญ พงษ์มาได้เรียนรู้กฎหมายและแสวงหาพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความเป็นชุมชนดั้งเดิมของชุมชนแม่อาย สำหรับ บุญ พงษ์มาต่อสู้พิสูจน์ความเป็นสัญชาติไทยด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จนกระทั่งกลับมามีสัญชาติไทยอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2546 ส่วนชาวบ้านอีก 1243 คนนั้น ก็ได้รับสิทธิความเป็นพลเมืองของตนคืน เมื่อ ในวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2548 ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นว่า ประกาศของอำเภอแม่อาย ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวยังไม่จบลงแต่เพียงเท่านี้ อำเภอแม่อายยังปฏิเสธที่จะเพิ่มชื่อบุตรของชาวแม่อายทั้ง 1243 คน ที่เกิดในระหว่าง 3 ปี ของการสู้คดีในศาลปกครอง นอกจากนั้น ธ.ก.ส.ยังไม่ยอมคืนสิทธิในการกู้เงินให้แก่สมาชิก ธ.ก.ส. ทีชนะคดีในศาลปกครองด้วย  บุญเล่าว่า “ตอนนั้นดีใจมากที่ได้สัญชาติคืน และนึกว่าเรื่องจบแล้ว จึงแยกย้ายกันไปทำมาหากินหาเงินเลี้ยงครอบครัว แต่ที่จริงไม่ใช่ หากเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น” ด้วยการที่บุญ เป็นคนค้าขาย จึงเป็นที่รู้จักของชาวบ้านอย่างทั่วไป ชาวบ้านที่มีปัญหาก็จะเข้ามาหาบุญ โดยบอกว่า ได้รับการเพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านแล้ว แต่บุตรยังไม่ได้รับการเพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านแต่ประการใด และปัญหาดังกล่าวก็เข้ามาเรื่อยๆ บุญจึงพาชาวบ้านที่มีปัญหาไปหา อาจารย์ วรรณทนี รุ่งเรืองสภากุล และรศ.ดร.พันธุ์ทิพย์  กาญจนะจิตรา สายสุนทร และอาจารย์ทั้งสองจึงได้ตัดสินใจเป็นผู้ขอโครงการจากองค์กรทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติให้ตั้ง คลินิกกฎหมาย โดยบุญ เสียสละโกดังเก็บกระเทียมส่วนตัวให้เป็นที่ตั้งสำนักงานเพราะเป็นสถานที่ที่ทุกคนรู้จัก โดยบุญ ลุกขึ้นมาแก้ปัญหาทีละเรื่องๆ มีแกนนำชาวบ้านที่คอยกอดคอสู้ด้วยอีก 2 คน  คือ นายใสแดง  แก้วธรรม และ นางสุ  ดวงใจ มาช่วยกันทำงานแบ่งเบาภาระของบุญในการรับมือกับงานต่างๆที่เข้ามาเรื่อยๆ คลินิกกฎหมายนี้เปิดให้ดำเนินการอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2549 โดยมีบุญ พงษ์มาผู้กล้าแห่งแม่อายทำหน้าที่ หัวหน้าหมอความ เพื่อแก้ปัญหากฎหมายด้านคนไร้รัฐและไร้สัญชาติให้แก่ชาวบ้านแม่อายและผู้มีปัญหาต่างๆมากมาย ความรู้กฎหมายของบุญได้ช่วยแก้ปัญหาความไร้รัฐและความไร้สัญชาติเป็นอย่างมาก จนกระทั่ง ณ วันนี้ บุญ พงษ์มา เป็นหนึ่งในพลเมืองคนกล้าในบรรดาทั้งหมด 26 คนที่จะได้รับรางวัล พลเมืองคนกล้าจากสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ซึ่งรางวัลนี้ได้ชื่อว่า เป็นรางวัลสำหรับสุดยอดคนดีของสังคมที่เป็นผู้มีความกล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง กล้าหาญที่จะต่อต้านความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย โดยยืนหยัดเพื่อความถูกต้องและความเป็นธรรมมาโดยตลอด

                และเรื่องเล่าทั้งหมด คือ ประวัติของบุญ พงษ์มา หญิงเหล็กแห่งแม่อาย ผู้ที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นพลเมืองของตนเคียงข้างกับชาวบ้านแม่อายอีกทั้ง 1243 คน มาโดยตลอด

               จากเรื่องดังกล่าว ผู้เขียนอยากขอเสนอบทเรียนที่ได้จากเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำบทเรียนดังกล่าวไปคิดต่อและได้เห็นถึงแง่มุมต่างๆของเรื่องดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

                บทเรียนที่หนึ่ง ได้ความว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2522-2527 บุญ พงษ์มา ได้ถูกบันทึกว่า เป็นคนสัญชาติพม่าโดยรัฐไทย ซึ่งจะเห็นได้ว่า การที่รัฐไทยไปรับรองสถานะของบุญ พงษ์มาว่าเป็นคนสัญชาติพม่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง รัฐไทยทำได้เพียงรับรองว่า บุญ พงษ์มาเป็นบุคคลได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถไปรับรองในเรื่องสัญชาติพม่าได้ การกระทำดังกล่าวของรัฐไทย ถือว่า ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะ เป็นการไปแทรกแซงอำนาจอธิปไตยของประเทศพม่า โดยการออกบัตร ว่า บุญ พงษ์มา มีสัญชาติพม่า ผู้เขียนเห็นว่า เหตุการณ์ดังกล่าว รัฐไทยสามารถทำได้เพียงระบุได้เพียงว่า บุญ พงษ์มา เป็นบุคคลเท่านั้น โดยอาจจะออกบัตรที่เรียกว่า บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนเท่านั้น หาใช่ออกบัตรสัญชาติพม่าให้แก่บุญ พงษ์มาเหมือนดังเช่นเหตุการณ์ดังกล่าว

               

บทเรียนที่สอง จากกรณีของบุญ พงษ์มา หากกล่าวว่า การที่เกิดที่สบยอน เป็นการเกิดที่พม่าแล้ว เช่นนี้ เท่ากับเรายอมยกพื้นที่อาณาบริเวณสบยอนให้แก่พม่าใช่หรือไม่? ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง ในแง่มุมด้านประวัติศาสตร์ของชุมชนท้องถิ่น อาจจะกล่าวได้ว่า อาณาบริเวณพื้นที่ดอยลาง-สบยอน คือ ดินแดนของราชอาณาจักรสยาม ซึ่งผู้คนในชุมชนท้องถิ่นนั้น ต่างมีประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ความทรงจำทางสังคมและประวัติศาสตร์สำนึก (social memory and historical consciousness) ถึงความเป็นคนสยาม หรือ “คนไทย” มากกว่าความเป็นคนชาติพม่า ประกอบกับรายงานการสำรวจของหลวงประชาคดีกิจ กราบทูลเรื่องหัวเมืองชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ ความว่า “…..เจ้าเชียงใหม่มโหรศประเทศ ให้เจ้าชายพรหมกับพระยาท้าวแสนมีชื่อ ขึ้นไปแบ่งเขตแดนกับมหาขนานเจ้าเมืองเชียงตุง เจ้าชายพรหมขึ้นไปตั้งอยู่เมืองโกหัวโป่งนานได้ ๒ เดือน จึงมหาขนานเจ้าเมืองเชียงตุงกับบุตร ๓ คน คือ เจ้าแสงเมือง เจ้าเมืองเหล็ก เจ้าเทพมหานินคา ลงมาถึงเมืองไร เจ้าชายพรหมจึงปักเสาไม้เป็นจุลดอกบัว ไว้ที่ตำบลหัวโป่งฟากเหนือเวียง ไปถึงแนวดอยตุงหลวงเป็นสำคัญกันแดนฝ่ายเชียงใหม่…………………แต่ภายในอาณาเขตเชียงใหม่คือเมืองเชียงแสน เมืองฝาง ตลอดลงมาถึงเมืองงาย เมืองเชียงดาว ยังเป็นทำเลป่าร้างว่างอยู่เป็นแต่เจ้านายเมืองเชียงใหม่หวงเนื้อที่ป่าผึ้ง ป่าช้าง………………พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิชิตปรีชากรกับพระเจ้าอินทรวิไชยนนพระเจ้านครเชียงใหม่ ให้นายน้อยมหาวงษบุตรนายบุญทาไปรวบรวมเงี้ยวระมาด ตั้งเมืองแหงเหนือ แหงใต้ เมืองนะ แกนน้อย บันดารุร้างว่างเป็นป่าอยู่เข้ามาเป็นบ้านมือง…………..จึงตั้งนายน้อยมหาวงษเป็นพระยามหามหิทธิวงษาเจ้าเมืองฝาง………….แลฝ่ายพระยามหามหิทธิวงษา ผู้ครองเมืองฝางได้เกลี้ยกล่อมเหงมหาไชยแลเงี้ยวเชียงตุงอื่นๆ ซึ่งเข้ามาอยู่ในจังหวัดเมืองฝางยอมสวามิภักดิ์…………………..ทางฝ่ายเมืองยอน ท่าตอน เวียงแค่ เวียงงาม นั้น ตั้งแต่พระยามหามหิทธิวงษาไปครองเมืองฝางได้มีหนังสือต่อว่าไปถึงพระยาขันธ์สีมา ซึ่งเชียงตุงเข้ามาอยู่เมืองยอน พระยาฟ้าท้าวเวียงแค่ ให้รู้ว่าเป็นดินแดนแว่นแคว้นเชียงใหม่ ชาวเชียงตุงหากเป็นแต่ผู้อาศัย……” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เมืองยอน ท่าตอน เวียงแค่ เวียงงาม ฯลฯ นั้น อยู่ในเขตแดนของราชอาณาจักรสยามนั่นเอง หาได้อยู่ในอำนาจอธิปไตยของประเทศพม่าแต่อย่างใดไม่

 

บทเรียนที่สาม กรณีของบุญ แม้ในวัยเด็กจะไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือมากนัก แต่ด้วยความใฝ่รู้และกล้าถาม ตลอดจนความขยันในการฟังอบรม การอ่านหนังสือ แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ เมื่ออ่านแล้ว ก็นำมาสอนชาวบ้าน และเมื่อมีปัญหาประสบกับตนเองด้วยแล้ว ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้กับบุญในการเรียนรู้กฎหมายต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด บุญเคยกล่าวว่า “แรงบันดาลใจที่จะมาเป็นนักกฎหมายชาวบ้าน เพราะเราไม่รู้เยอะ และกฎหมายก็ยาก จึงต้องทำความเข้าใจให้มาก” จะเห็นได้ว่า

การเรียนนั้น เสมือน อาวุธที่ติดตัวเราไปในทุกๆที่ สามารถนำออกมาใช้ได้ในทุกๆสถานการณ์ที่จำเป็น ไม่มีผู้ใดที่จะเอาความรู้ที่เรามีไปจากเราได้ นอกจากความรู้จะช่วยตนเองได้แล้ว บุญ ยังได้อาศัยความรู้ที่ตนมีในการช่วยเหลือชาวบ้านคนอื่นๆที่ประสบปัญหาอีกด้วย  ความรู้ และ ความกล้าของบุญนั้น บัดนี้ได้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ตำนานแห่งแม่อายได้ปิดฉากลง หลังจากยืดเยื้อมาเป็นเวลาหลายปี

จากบทความนี้ ผู้เขียนอยากเสนอให้ทุกท่านรวมทั้งเยาวชนทั้งหลายที่จะเติบโตมาในอนาคตต่อไปในภายภาคหน้า ได้เห็นถึงบุคคลตัวอย่างคนหนึ่งในสังคมไทย ที่เป็นต้นแบบของความกล้าหาญที่จะยืดหยันเพื่อความถูกต้องความเป็นธรรมในสังคมไทย

...ณ วันนี้ ชื่อของ บุญ พงษ์มา  ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ปิดตำนานประวัติศาสตร์แห่งดินแดนแม่อายให้หายสะอื้น...จนเป็นที่จดจำของชาวบ้านแม่อายทุกคนอย่างไม่รู้ลืม

    

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

1.       http://www.statelessperson.com

2.       http://gotoknow.org/blog/archanwell-and-stateless-and-nationalityless/233026

3.       เอกสารประกอบงานมอบรางวัล “พลเมือคนกล้า” สุดยอดคนดีของสังคม โดยสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

4.       คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติในรัฐไทย โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์  กาญจนะจิตรา สายสุนทร

5.       การสัมภาษณ์ “บุญ พงษ์มา”  ในงานมอบรางวัล “พลเมืองคนกล้า”  ณ หอศิลปวัฒนธรรม

กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552



[1] พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติในรัฐไทย, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน, ๒๕๕๐), หน้า ๕.

[2] ในประเด็นนี้ นายอำเภอแม่อาย (นายชนะชัย เศรษฐพัฒน์) ได้ชี้แจงว่า “.....สำหรับผู้ถูกจำหน่ายฯ ทั้งหมดมีทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวชนกลุ่มน้อยที่เป็นเอกสารทางราชการยืนยันในเบื้องต้นแล้วว่ามิใช่เป็นบุคคลสัญชาติไทย และคณะกรรมการวินิจฉัยของกรมการปกครองได้ตรวจสอบพยานหลักฐานในคำร้องแล้วไม่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลสัญชาติไทย นายทะเบียนอำเภอ (นายอำเภอ) จึงไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องเรียกผู้ถูกจำหน่ายฯ มาชี้แจงข้อเท็จจริง หรือแสดงพยานหลักฐานอีก....”

ดอกไม้
Facebook
Twitter
Google

ความเห็น

Ico48

เขียนได้ดีค่ะ

Ico48
อดิศร (Recent Activities)
12 April 2009 11:34
#371719

ขอบคุณครับ ผู้เขียนจะปรับปรุงการเขียนต่อไปเรื่อยๆครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้
ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.107.179.233
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
แนบไฟล์:
ชื่อไฟล์ต้องใช้ตัวอักษร a-z, A-Z, 0-9 สัญลักษณ์ขีดกลาง (-) หรือขีดล่าง (_) และห้ามเว้นวรรค