เงิน เงิน เงิน กุญเเจสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิต พวกคุณเคยคิดไหม ว่าถ้าวันไหนไม่ได้พกเงินติดตัวออกจากบ้าน รู้สึกเหมือนกับว่า เราเเทบไม่สามารถทำสิ่งใดๆ ได้เลย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะมีเงินจำนวนเท่าใด ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ขอเเค่ได้ติดตัวออกมาจากบ้านก็ยังดี เเต่จะมีคนเพียงกี่คน ที่จะเห็นถึงคุณค่าของเงินอย่างเเท้จริง คนบางคนทำงานหนักเเทบตาย เพื่อที่จะได้มีเงิน เยอะๆ สุดท้ายตายไป เงินนั้นก็ มิอาจนำไปใช้ได้ คนบางคน ทำไปใช้ไป เงินเก็บไม่มี พอใกล้ตายป่วยเป็นโรค เเล้วดันเป็นโรคที่ต้องใช้เงินจำนวนเยอะด้วยสิ พอถึงคราวรักษา ทำไงดีล่ะที่นี้ ไม่มีเงินรักษาตัวเอง อ้าวเป็นยังงั้นไป เเล้วเราจะใช้เงินอย่างไร หรือ เก็บเงินเท่าไหนกัน ถึงจะเรียกได้ว่าสมดุลกัน
คำตอบนี้ดูยากเย็นเหลือเกินที่จะตอบ สำหรับ มนุษย์ผู้ซึ่งมีกิเลสอย่างเราๆ คนเรามักคิดเสมอ ว่า มีเงินเยอะเข้าไว้ก่อนเเล้วจะมีความสุข อย่างเเน่นอน ถามว่าพวกเขาคิดผิดไหม ที่คิดอย่างนี้ มันก็ไม่ผิดหรอก ใช่ เมื่อคนเรามีเงิน ก็สามารถนำไปซื้อ สิ่งต่างๆที่ตัวเองต้องการ เขาถือว่า นี่เเหละความสุขที่เเท้จริง ทำไมล่ะ ก็เรามีเงิน ที่จะซื้อ จะใช้ เงินก็เงินของเรา นี่คือคำตอบ ของคนส่วนใหญ่
ยิ่งเรามองดูสังคมสมัยนี้ ข้าพเจ้าขอเรียกว่า เป็นสังคมยุควัตถุนิยมเเล้วกัน ความอยากได้ อยากมี ไม่เคยมีคำว่าเพียงพอ ทั้งที่เราควรใช้ชีวิตตาม หลักเเนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มักจะย้ำกันหนักย้ำกันหนา คนก็เอาไปพูดกันเชิงเเนวขำขันกันอีกว่า เศรษฐกิจบอกว่าต้องพอเพียง เเต่เราไม่เพียงพอ ให้ทำไงล่ะ อืม คนเราก็คิดกันไปได้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่า การใช้ชีวิตทุกวันนี้มันยากขึ้นเรื่อยๆ เเต่ถ้า คุณมีเงินมาก ชีวิตคุณจะสะดวกเเละสบายขึ้นทันที ทุกสิ่งทุกอย่าง มันรวดเร็วได้ดั่งใจ บางที มานึกย้อนถึงคนสมัยก่อน รู้สึกแอบเสียดาย ที่ไม่ได้มีโอกาสลืมตาดูโลกในสมัยนั้น เพราะคนสมัยก่อนนั้น เขาไม่ได้ยกย่อง เงิน ไว้ ขึ้นเหนือหัว เช่นคนสมัยนี้ เขาไม่ได้รวย เเต่เขาก็มีความสุขได้ เขาไม่มีเงิน เขาก็มีเพื่อนได้มากมาย ผิดกับคนสมัยนี้ ยิ่งมีเงินมาก ความสุขที่เเท้จริงเเทบไม่มี เพื่อนฝูงเยอะก็จริง เเต่ก็ล้วนเเล้ว เพื่อนกินทั้งนั้น หาความจริงใจก็ยากเหลือเกิน เเม้ความเป็นจริงเหล่านี้ คนเราทุกคนรู้กันดีอยู่ เเต่เราก็หยุดไม่ได้กับการ เเสวงหาเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพราะอะไรล่ะ เมือคุณอ่านมาถึงตรงนี้คุณหาคำตอบได้หรือยัง ว่าทำไมเงินจึงมีความสำคัญมากถึงเพียงนี้ สำหรับความคิดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดว่า ที่เราต้องมีเงินเยอะๆ เพราะเราอยากเป็นที่ยอมรับในสังคม เพราะสมัยนี้ ใครมีเงินเยอะ ก็มักจะมีคนนับหน้า ถือตา ยกย่อง ให้เกียรติ ให้ความเชื่อถือในการทำสิ่งใดก็ตาม มีโอกาสมากกว่าคนอื่น คือ ตามสัญชาตญาณของมนุษย์ เมื่อเรามีสิทธิพิเศษ มากกว่าใครๆ หรือ มีใครชม ยกย่อง เรา เรามักจะแอบภูมิใจอยู่ลึกๆโดยที่เราไม่รู้ตัวข้าพเจ้าคิดว่าข้อนี้คงไม่มีใครที่จะปฎิเสธ เเล้วบอกว่า ไม่ เราไม่ได้คิดอย่างนั้น อย่างน้อย สักครั้งหนึ่งคุณต้องเคยผ่านมันมาเเล้ว ข้าพเจ้าเองก็ยอมรับ ว่าข้าพเจ้าก็เคยเป็นเช่นนั้น เมื่อสมัยตอนที่ข้าพเจ้า เอ็นติดที่ ธรรมศาสตร์ ข้าพเจ้ารู้สึกว่า นี่ฉันเป็นเด็กธรรมศาสตร์เเล้วหรือเนี่ย ใครต่อใคร ก็ชื่นชมว่าเราเก่งที่สอบติดที่นี่ พอมีคนชม เราเริ่มฮึกเฮิม เเบบ เอ๊ะ เราคงเก่งจริงๆ ดูสิ ใครๆ ก็พากันชมเรา ปลื้มจัง ข้าพเจ้า จึงรู้สึกว่า ยิ่งเราถูกยกย่อง เราถูกชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินหรือเรื่องอื่นๆก็ตาม เราจะไปยึดติดกับคำเหล่านั้น มากจนเกินไป จนลืมความเป็นตัวตนที่เเท้จริงของเรา
ข้าพเจ้าคิดว่าจุดมุ่งหมายของชีวิต ไม่ได้มีเเค่เรื่องเงินเท่านั้น เมื่อเราไม่ได้มีเงินทองมากมาย เราอย่าไปเสียใจ เราอย่าท้อเเท้ เคยเห็นไหมตามข่าวหนังสือพิมพ์ มีเงินเป็นพันๆล้าน เเต่สุดท้ายถูกคนโกง จนเเทบไม่เหลืออะไร เราต้อง หาข้อดีของการที่เราไม่มีเงินมากมายเช่นนั้นให้ได้ อย่างน้อย เราก็ปลอดภัย จาก อันตรายเหล่านี้ นี่เราโชคดีจะตายไป ที่เราไม่ต้องกลัวใครจะมาโกงเรา ใครจะมาหวังเอาอะไรจากเรา อย่างน้อยคนที่เข้ามาในชีวิตเรา ก็ไม่ได้มองเรื่องของเงินอย่างเเน่นอน
บางทีความสุขของชีวิตเรา มันมีอะไรมากกว่าตรงนั้น ชีวิตทั้งชีวิต คุณจะมายึดติดกับคำว่าเงิน ตัวเดียว มันไม่ทำให้คุณประสบความสำเร็จหรอก สิ่งที่จะอยู่กับตัวเราได้นานที่สุด คือ คำว่า คุณภาพของความเป็นคนว่าคุณเป็นคนที่ดีหรือไม่ คุณทำอะไรให้สังคมหรือยัง สิ่งนี้เเหละ จะอยู่ติดตัวไปจนวันตาย เเม้วันที่คุณตายไปเเล้ว ความดี ของคุณก็ยังคงถูกกล่าวขานไปอีกยาวนาน ไม่ใช่ว่าคนนี้ไง ที่รวยที่สุดในโลก ถึงจะมีคนพูด ก็เเค่เพียงไม่กี่วันเเล้วคนก็ลืม มันไม่ใช่เเนวคิดที่ว่า อุดมการณ์กินไม่ได้ ข้าพเจ้าเข้าใจ ว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไปเเล้ว สังคมมันถูกเปลี่ยนไป ที่ข้าพเจ้าอยากให้ทุกคนสำนึกก็คือ เราเเค่หาเงินด้วยวิธีที่ถูกต้อง ยึดอาชีตสุจริต ไม่ทำใครเดือดร้อน เเค่นี้พอ ส่วนคุณจะคิดว่า เงินมันคือพระเจ้า สำหรับคุณหรือ ไม่ นั้นเป็นเรื่องที่คุณต้อง ตอบด้วยตัวคุณเอง
ขอบคุณมากนะค่ะ ที่อ่านจนจบยังไงก็ขอความเห็นจากท่านผู้อ่านด้วยน่ะค่ะ เพิ่งเขียนครั้งเเรก ขอฝากตัวด้วยน่ะค่ะ
05 มิถุนายน 2550 23:06
#63643
ในความคิดผม คุณก็คงเคยได้ยินที่ว่า เงินซื้อไม่ได้ทุกสิ่ง แต่เงินก้อซื้อได้เกือบทุกสิ่งนะคร้าบบ ลองคิดดูเล่นๆ ซิครับ ฮิฮิ ^ ^
05 มิถุนายน 2550 23:23
#63653
06 มิถุนายน 2550 00:04
#63664
เป็นน้องจากวิชา JC 457 ของคณะวารสารฯค่า
( เอ้า น้องๆ หวัดดีพี่เค้าซะลูก เหอเหอ)
เงินไม่สำคัญเท่าจิตใจคนหรอกค่ะ แต่ว่า การจะอยู่ได้อย่างสบาย...ก็ปฏิเสธได้ไม่เต็มปากหรอกว่า เงินไม่เกี่ยว
07 มิถุนายน 2550 14:31
#63909
ซูฮกความสามารถของเพื่อนสาวซึ่งเป็นนางอันที่รักของหมู่เพื่อน ทั้งสวย รวย เก่ง ฉลาด หัวไว
แต่.. หูกาง -*-
ชอบมากอ่านแล้วเห็นภาพ จริงอยู่เท่าที่รุ้ว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่างแม้กระทั่งคน แต่ถูกต้องที่สุดคือเราควรเห็นค่าของความเป็นคนมากกว่า
อาจจะทำได้ยากเพราะเงินมันล่อตาล่อใจซะเหลือเกิน แต่ถ้าทำได้คุณจะไม่เป็นเหมือนคนทั่วไป
คุณจะเป็นคนพิเศษมากกว่าใครเพราะคุณเห็นคุณค่าของตัวคุณเอง ^^ รักแกนะยัยเม จุฟๆ
07 มิถุนายน 2550 14:42
#63914
07 มิถุนายน 2550 14:59
#63917
ขอบคุณทุกๆ ความเห็นนะค่ะ ทำให้ได้ความคิดที่เเตกต่างกันออกไป ในหลายๆ รูปแบบ ใครมีอะไร ที่อยากเพิ่มเติม ก็ คอมเม้น มาอีกได้นะค่ะ
10 มิถุนายน 2550 18:16
#64489
เงินมันก็สำคัญจริงๆนั้นแหละ เพียงแต่อย่าให้อิทธิพลของมันมาทำให้คุณค่าทางจิตใจมันลดลงก้น่าจะเพียงพอแล้วล่ั
22 มิถุนายน 2550 12:56
#70738
พอเพียง คือการรู้จักใช้ชีวิตด้วยความพอดี ไม่ทำอะไรเกินตัวเกินความสามารถและขีดจำกัดที่เราปฏิบัติได้... เรียกง่ายๆว่าใช้ชีวิตตามอรรถภาพและพัฒนาไปตามลำดับขั้น ไม่เร่งเวลาหรือมองข้ามขีดจำกัดจนสุดท้ายมาเบียดเบียนตนเอง.. เราคิดว่านี่แหละคือความพอเพียง เป็นความพอดีในทุกๆสิ่ง
10 กันยายน 2552 23:46
#447166
ความทุกข์จากการ ''ยึดติดกับเงิน'' ก็ไม่ต่างจาก ''การขาดเงิน''
นั่นคือไม่ว่าคนๆนั้นจะรวยหรือจน มีเงินหรือไม่มีเงิน มันก็ทำให้เกิดทุกข์และปัญหาต่างๆตามมาได้
การมีเงินมากๆไม่ได้แปลว่าคุณฟุ้งเฟ้อ เพราะคำว่า ''พอเพียง'' ไม่ได้แปลว่าห้ามรวยนะครับ แต่ในขณะเดียวกัน การตีความของคำว่าพอเพียงอย่างไม่ระมัดระวังก็จะทำให้หลายๆคนไม่ตระหนักถึงพลังของการมีเงินเช่นกัน การที่เรามีพอแล้วในวันนี้ นั่นไม่ได้รับประกันว่ามันจะเพียงพอสำหรับวันใดวันหนึ่งที่... ญาติป่วยหนัก คนรักเป็นหนี้พนันฟุตบอล เพื่อนสนิทต้องการยืมเงินไปจ่ายค่าเช่าบ้าน และลูกๆหลานๆตกงานและต้องการเงินไปเรียนต่อ.....
สำหรับคนบางคนแล้ว การมีเงินจนมากที่จะใช้หมด ก็สามารถนำส่วนเกินนั้นไปทำอะไรได้หลายๆอย่าง
ครั้งหนึ่งมีคนถามผมว่า 'นายคิดว่าเงินซื้อชีวิตคนได้มั้ย' ผมตอบไปว่า ไม่
'ถ้าพี่เป็นเอดส์ หรือคนรักของพี่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว และต้องการเงินค่ายาเดือนละสองแสน.. ถ้าพี่มีกับไม่มีเงิน นายคิดว่าระยะเวลาของชีวิตพี่จะต่างกันรึเปล่า?' คำถามนี้ทำให้ผมอึ้ง
อย่าดูแคลนพลังอำนาจของเงิน.. และอย่ายึดติดกับมัน ไม่ว่าคุณจะมีมันมากไปหรือน้อยเกินไป แล้วคุณจะมีความสุขครับ
.. ^^
28 ตุลาคม 2552 19:06
#458857
มีคนเคยถามว่า ทำไมถึงยอมทิ้งเงินเดือน 4-5หมื่นเพื่อมาใช้ชีวิตเพียงลำพังคนเดียวที่บ้านสวน เราโง่หรือเปล่า? แต่เค้าคงไม่รู้หรอกว่า...บางครั้งสิ่งที่เราแสวงหามาทั้งชีวิตมันคือสิ่งที่เราต้องการแน่หรือ? ชีวิตในสังคมเมืองที่ทุกคนบอกว่าไม่ชอบและพยายามหลีกหนีออกมา เช้าตื่นนอน รีบอาบน้ำ รีบไปทำงาน แข่งกันหาเงิน แข่งกันใช้เงิน ทุกอย่างดูเร่งรีบ วนเวียน วกวน ถามตัวเองซักนิดว่า....นี่หรือคือความสุข(มีต่อ)
13 เมษายน 2553 07:09
#532170
ทุกวันนี้สังคมบ้านนอกเปลี่ยนไปเหมือนบ้านผมหรือป่าวก็ไม่รู้น่ะในสมัยตอนผมยังเป็นเด็กสังคมบ้านนอกทุกคนจะสามัคคีกลมเกลียวใครมีอะไรก็แบ่งปัน เช่นข้างบ้านหรือละแหวกนั้นทำกับข้าวแกงหนอไม้อย่างนี้ก็จะแบ่งปันกันไปบ้านนี้บางทีก็ให้เป็นซุปเห็ดกลับคืนไปก็มีบ้านช่องที่ทำจากปูนกระเบื้องแทบไม่มี มีแต่ทำจากไม้กันทั้งนั้นหลังคาก็มุงสังกะสีบางครัวเรือนก็มุงด้วยหญ้าคาข้างฝาบ้านก็ใช้ใบตองกุงต่างจากสังคมในทุกวันนี้สังคมบ้านนอกที่เริ่มจะเห็นแก่ตัวไปทุกวันใครมีเงินก็จะยกย่องสรรเสริญถึงจะได้มาอย่างไรก็ชั่งบางคนเขาได้แฟนเป็นชาวต่างชาติอันนี้ไม่ได้ว่าเขาน่ะผู้หญิงเค้าน่ะ(ผู้หญิงอย่างนั้น)ปลูกบ้านสร้างเรือนหลังใหญ่โตแต่ก่อนก็ว่าให้เขาอย่างนั้นอย่างนี้แต่ทุกวันนี้โอ้โฮ๋ดีจังเลยหาให้ลูกฉันด้วยคนสิและสังคมต่อสู้แข่งขันอิฉาริษยาแข่งขันต่อสู้กันไปหมดผมเลยมาลองคิดพิจารณาดูว่าโอ้เงินทำให้คนหลงลืมตัวทำให้มีอำนาจบารมีทำให้คนยกย่องสรรเสริญซื้ออะไรได้เกือบทุกสิ่งทุกอย่างผมคิดว่ามันชั่งน่าหดหู่กับสังคมในทุกวันนี้ที่เคยรักใคร่สามัคคีกันถ้าสังคมยังเป็นอย่างนี้อีกต่อไปข้างหน้าสังคมบ้านนอกคงต้องถึงคราวเป็นสังคมในเมืองหลวงน่ะครับ
08 กุมภาพันธ์ 2554 17:24
#665097
เขียนได้ดีมาจ๊า....