ให้นักศึกษานำเสนอภูมิปัญญาไทยด้านการเกษตรในภูมิภาคหรือภูมิลำเนาของนักศึกษา โดยเลือกนำเสนอเพียง 1 เรื่องต่อ 1 คน และห้ามซ้ำกับเพื่อนที่นำเสนอไปก่อนหน้า ดังนั้นขอให้นักศึกษาตรวจสอบเรื่องที่เพื่อน ๆ นำเสนอก่อนที่จะโพสเรื่อง เพื่อไม่ให้เรื่องซ้ำกัน ในกรณีที่นำมาจาก Internet หรือแหล่งอื่น ๆ ขอให้แสดงแหล่งที่มาให้ถูกต้อง และอย่าลืมระบุชื่อ รหัส และสาขาวิชาของนักศึกษาด้วย
03 กุมภาพันธ์ 2554 12:35
#661933
ข้าวพันผัก
"ข้าวพันผัก" ปรับเมนูพื้นเมือง สร้างชื่ออาหารเมืองอุตรดิตถ์
ข้าวพันผัก ข้าวแคบ หมี่พัน เป็นอาหารพื้นเมืองของจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยโบราณ ซึ่งมีมานานหลายชั่วอายุคน ในการถนอมอาหารให้สามารถเก็บไว้ได้นาน และสะดวกสบายในการนำติดตัวออกไปกินระหว่างวัน เมื่อต้องเดินทางไปทำนา ทำไร่ นอกบ้านไกลๆ
เมื่อเวลาผ่านไป การทำข้าวแคบ หรือ หมี่พัน ที่ทำกินกันเฉพาะในครัวเรือน ก็มีการต่อยอดเป็นการค้า ตรงจุดนี้ ทำให้เกิดการดัดแปลงสูตรการทำข้าวแคบ หรือหมี่พัน ธรรมดาให้มีรสชาติมากขึ้น จึงได้เป็นที่มาของ “ข้าวพันผัก” อาหารพื้นเมืองที่สร้างชื่อให้จังหวัดอุตรดิตถ์ในปัจจุบัน
นาง ประภา วิชัยรัตน์ เจ้าของสูตรข้าวพันผัก เล่าว่า ตนเองเป็นรายแรกที่ได้คิดทำข้าวพันผักขึ้น ซึ่งข้าวพันผักที่คิดขึ้นมานั้น ก็มาจากการดัดแปลงข้าวแคบ ที่เดิมเป็นเพียงการนำหมี่มาพันกับข้าวแคบ ซึ่งเห็นว่าน่าจะลองนำวัตถุดิบอื่นๆ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในท้องถิ่น เช่น ผักสด ต่างๆ และเนื้อสัตว์ มาใส่ลงไป
ทั้งนี้ การใส่ผักสด และเนื้อสัตว์ลงไป จำเป็นจะต้องทำให้สุกเสียก่อนจึงจะนำมารับประทานได้ ซึ่งเดิมการทำหมี่พัน ก็เพียงนำข้าวแคบที่ตากแห้งมาแช่น้ำ และนำหมี่ที่ผ่านการผัดและปรุงรสชาติมาใส่ตรงกลางและม้วนก็รับประทานได้ แต่การทำข้าวพันผัก จะต้องนำแป้งสดที่ใช้ทำข้าวแคบ มาใส่ละเลงบนปากหม้อเหมือนการทำข้าวเกรียบปากหม้อ หลังจากนั้น ใส่ผักสด วุ้นเส้น และเนื้อหมูลงไปบนแป้ง พอผักและนื้อหมูเริ่มสุก ม้วนพับแป้งเป็นสี่เหลี่ยมก็ตักเสิร์ฟได้เลย
โดยข้าวพันผักที่ได้มากินคู่กับซอสเป็นน้ำจิ้ม ซึ่งเดิมจะมีเพียงซอสพริกเพียงสูตรเดียว แต่ปัจจุบันเพิ่มสูตรน้ำจิ้มสุกี้เข้ามา เพราะเห็นว่า ส่วนผสมของข้าวพันผัก มีผัก วุ้นเส้น และเนื้อสัตว์เหมือนกับสุกี้ น่าจะไปด้วยกันได้กับน้ำจิ้มสุกี้ ซึ่งก็เป็นอย่างที่คิด เมื่อนำน้ำจิ้มสุกี้มาราดไปบนข้าวพันผักร้อนรสชาติออกมาเหมือนกับการรับประทานสุกี้เลยที่เดียว
และเนื่องจากเป็นอาหารพื้นเมืองของจังหวัดอุตรดิตถ์ ดังนั้น ปัจจุบันจึงมีการทำขายกันเฉพาะในจังหวัดอุตรดิตถ์ ยังไม่มีการเผยแพร่มาทำในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งผู้ที่ชื่นชอบและต้องการรับประทานกันจริง ก็ต้องไปกินที่อุตรดิตถ์เท่านั้น เพราะได้รสชาติที่เป็นพื้นเมืองและต้นตำรับจริง
สำหรับราคาข้าวพันผักของร้านป้าป้อม มีกันหลายราคาแล้วแต่ว่ากินกันที่ไหน โดยราคาเริ่มต้นที่ จานละ 15 บาท ไปจนถึง 30 บาท ซึ่งถ้าไปกินกันที่ร้านป้าป้อมที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ขายจานละ 15 บาท แต่ถ้ามาออกร้านงานแสดงสินค้าขายกล่องละ 30 บาท เพราะการออกงานจะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และให้ปริมาณมากกว่าขายหน้าร้าน ราคาก็เลยเพิ่มขึ้นมา ส่วนขายหน้าร้านไม่มีค่าเช่าสถานที่ และลูกค้าก็คนในท้องถิ่น
03 กุมภาพันธ์ 2554 12:36
#661935
นายจักรกฤษณ์ บุญช่วยชู 534302048 โปรแกรมวิชา ภาษาอังกฤษ
ข้าวพันผัก


"ข้าวพันผัก" ปรับเมนูพื้นเมือง สร้างชื่ออาหารเมืองอุตรดิตถ์
ข้าวพันผัก ข้าวแคบ หมี่พัน เป็นอาหารพื้นเมืองของจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยโบราณ ซึ่งมีมานานหลายชั่วอายุคน ในการถนอมอาหารให้สามารถเก็บไว้ได้นาน และสะดวกสบายในการนำติดตัวออกไปกินระหว่างวัน เมื่อต้องเดินทางไปทำนา ทำไร่ นอกบ้านไกลๆ
เมื่อเวลาผ่านไป การทำข้าวแคบ หรือ หมี่พัน ที่ทำกินกันเฉพาะในครัวเรือน ก็มีการต่อยอดเป็นการค้า ตรงจุดนี้ ทำให้เกิดการดัดแปลงสูตรการทำข้าวแคบ หรือหมี่พัน ธรรมดาให้มีรสชาติมากขึ้น จึงได้เป็นที่มาของ “ข้าวพันผัก” อาหารพื้นเมืองที่สร้างชื่อให้จังหวัดอุตรดิตถ์ในปัจจุบัน
นาง ประภา วิชัยรัตน์ เจ้าของสูตรข้าวพันผัก เล่าว่า ตนเองเป็นรายแรกที่ได้คิดทำข้าวพันผักขึ้น ซึ่งข้าวพันผักที่คิดขึ้นมานั้น ก็มาจากการดัดแปลงข้าวแคบ ที่เดิมเป็นเพียงการนำหมี่มาพันกับข้าวแคบ ซึ่งเห็นว่าน่าจะลองนำวัตถุดิบอื่นๆ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในท้องถิ่น เช่น ผักสด ต่างๆ และเนื้อสัตว์ มาใส่ลงไป
ทั้งนี้ การใส่ผักสด และเนื้อสัตว์ลงไป จำเป็นจะต้องทำให้สุกเสียก่อนจึงจะนำมารับประทานได้ ซึ่งเดิมการทำหมี่พัน ก็เพียงนำข้าวแคบที่ตากแห้งมาแช่น้ำ และนำหมี่ที่ผ่านการผัดและปรุงรสชาติมาใส่ตรงกลางและม้วนก็รับประทานได้ แต่การทำข้าวพันผัก จะต้องนำแป้งสดที่ใช้ทำข้าวแคบ มาใส่ละเลงบนปากหม้อเหมือนการทำข้าวเกรียบปากหม้อ หลังจากนั้น ใส่ผักสด วุ้นเส้น และเนื้อหมูลงไปบนแป้ง พอผักและนื้อหมูเริ่มสุก ม้วนพับแป้งเป็นสี่เหลี่ยมก็ตักเสิร์ฟได้เลย
โดยข้าวพันผักที่ได้มากินคู่กับซอสเป็นน้ำจิ้ม ซึ่งเดิมจะมีเพียงซอสพริกเพียงสูตรเดียว แต่ปัจจุบันเพิ่มสูตรน้ำจิ้มสุกี้เข้ามา เพราะเห็นว่า ส่วนผสมของข้าวพันผัก มีผัก วุ้นเส้น และเนื้อสัตว์เหมือนกับสุกี้ น่าจะไปด้วยกันได้กับน้ำจิ้มสุกี้ ซึ่งก็เป็นอย่างที่คิด เมื่อนำน้ำจิ้มสุกี้มาราดไปบนข้าวพันผักร้อนรสชาติออกมาเหมือนกับการรับประทานสุกี้เลยที่เดียว
และเนื่องจากเป็นอาหารพื้นเมืองของจังหวัดอุตรดิตถ์ ดังนั้น ปัจจุบันจึงมีการทำขายกันเฉพาะในจังหวัดอุตรดิตถ์ ยังไม่มีการเผยแพร่มาทำในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งผู้ที่ชื่นชอบและต้องการรับประทานกันจริง ก็ต้องไปกินที่อุตรดิตถ์เท่านั้น เพราะได้รสชาติที่เป็นพื้นเมืองและต้นตำรับจริง
สำหรับราคาข้าวพันผักของร้านป้าป้อม มีกันหลายราคาแล้วแต่ว่ากินกันที่ไหน โดยราคาเริ่มต้นที่ จานละ 15 บาท ไปจนถึง 30 บาท ซึ่งถ้าไปกินกันที่ร้านป้าป้อมที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ขายจานละ 15 บาท แต่ถ้ามาออกร้านงานแสดงสินค้าขายกล่องละ 30 บาท เพราะการออกงานจะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และให้ปริมาณมากกว่าขายหน้าร้าน ราคาก็เลยเพิ่มขึ้นมา ส่วนขายหน้าร้านไม่มีค่าเช่าสถานที่ และลูกค้าก็คนในท้องถิ่น
03 กุมภาพันธ์ 2554 17:08
#662069
นางสาวสุจินดา ดีพร้อม รหัสนักศึกษา 534302040
โปรแกรมวิชาภาษาอังกฤษ
เครื่องสังคโลก
สังคโลก เป็นเครื่องปั้นดินเผาคุณภาพดี มีการเคลือบผิวและตกแต่งลวดลายงดงาม เผาด้วยความร้อนสูงมากประมาณ 1,150-1,280 องศาเซลเซียส เตาเผาและเทคนิคการเผาได้รับการพัฒนามาเป็นเวลานานนับร้อยปี ตั้งแต่สมัยต้นกรุงสุโขทัยจนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังที่มีเตาเผาปรากฏอยู่ที่อำเภอเมือง และอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย และริมแม่น้ำน้อย อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
รูปแบบของสังคโลกมีหลากหลายอันเนื่องมาจากเทคนิคการตกแต่งทั้งการเคลือบและลวดลายต่าง ๆ กัน ดังนี้
เครื่องปั้นดินเผาเนื้อแกร่งไม่เคลือบ แต่ประดับลวดลายด้วยการใช้แม่พิมพ์กดลวดลายประทับ เช่น ลายก้านขด หรือลายเรขาคณิต นอกจากนี้ก็มีการประดับด้วยวิธีการปั้นดิน แล้วแปะติดเข้ากับภาชนะก่อนเข้าเตาเผา เข้าใจว่าเป็นแบบดั้งเดิมที่มีมาก่อนและทำสืบต่อมาในระยะหลังด้วย
เครื่องถ้วยเคลือบสีน้ำตาลเข้มเป็นการเคลือบสีพื้นสีเดียว ลักษณะรูปแบบและสีน้ำเคลือบคล้ายกับเครื่องถ้วยลพบุรีประเภทเคลือบสีน้ำตาล
เครื่องถ้วยเคลือบขาวที่เขียนลวดลายใต้เคลือบสีน้ำตาล มีลักษณะคล้ายเครื่องถ้วยจีนจากเตาสือโจ้ว กับเครื่องถ้วยอันหนานของเวียดนาม
เครื่องถ้วยเคลือบขาวที่เขียนลวดลายบนเคลือบสีน้ำตาลทอง
เครื่องถ้วยเนื้อดินแกร่งกึ่งสโตนแวร์ไม่เคลือบแต่ชุบน้ำดิน แล้วเขียนลวดลายด้วยสีแดง
เครื่องถ้วยเคลือบสีเขียวไข่กา หรือเซลาดอน (celadon) ตกแต่งลวดลายด้วยการขูดและขุดลายในเนื้อดิน แล้วเคลือบทับ ประเภทนี้คล้ายคลึงกับเครื่องถ้วยจีนจากเตาหลงฉวน สมัยราชวงศ์ซ้องตอนปลายถึงราชวงศ์หยวน ประมาณพุทธศตวรรษที่ 19-20
เครื่องถ้วยดินเผา หรือตากให้แห้งแล้วนำสลิปน้ำดินขาวทาทับอย่างหนา ๆ สลักลายเบา แล้วจึงนำเข้าเตาเผา
การผลิตเครื่องสังคโลกในช่วงแรก ราวพุทธศตวรรษที่ 18 เพื่อประโยชน์ใช้สอย และค้าขายในชุมชนและหัวเมืองใกล้เคียง ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 19 ชาวศรีสัชนาลัยสามารถสร้างเตาที่ใช้เผาเครื่องสังคโลกคุณภาพดี และดำเนินการผลิตจนสามารถส่งออกขายอย่างแพร่หลายในตลาดต่างแดนได้ในพุทธศตวรรษที่ 20-22 ราวพุทธศตวรรษที่ 21 มีการค้นพบคำคำหนึ่งในบันทึกของชาวญี่ปุ่น คือคำว่า ซันโกโรกุ (sunkoroku) เข้าใจว่าเป็นคำที่คนญี่ปุ่นพยายามออกเสียงโดยหมายถึง สวรรคโลก (แหล่งหรือเตาเผาที่เมืองศรีสัชนาลัย เดิมเรียก สวรรคโลก) ต่อมาจึงเพี้ยนเป็นคำว่า สังคโลก โดยคนสยามอีกทีหนึ่ง เครื่องสังคโลกตามเหตุผลนี้จึงหมายถึง เครื่องปั้นดินเผาทุกชนิดที่ผลิตในแคว้นสุโขทัย กลุ่มผู้ซื้อไม่ว่าในประเทศญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและประเทศอื่น ๆ ต่างก็รู้จักกันในชื่อนี้ทั้งสิ้น
เครื่องถ้วยจากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย เป็นแหล่งอุตสาหกรรมเครื่องสังคโลกที่สำคัญ พบเตาจำนวนมากตั้งเรียงรายอยู่บริเวณสองฝั่งของแม่น้ำยม ส่วนมากเป็น "เตาประทุน" หรือเตาชนิดระบายความร้อนผ่านในแนวนอน กลุ่มเตาที่สำคัญสองกลุ่มคือ กลุ่มเตาบ้านเกาะน้อย และกลุ่มเตาบ้านป่ายาง ในพุทธศตวรรษที่ 20 เครื่องสังคโลกศรีสัชนาลัยเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่แพร่หลายและเป็นที่นิยมของท้องตลาด การผลิตสังคโลกในบริเวณศรีสัชนาลัยดำเนินกิจการในลักษณะอุตสาหกรรม โดยมีอาณาจักรอยุธยาซึ่งมีอิทธิพลด้านการเมืองเหนือสุโขทัยและศรีสัชนาลัยดำเนินธุรกิจในฐานะรัฐที่เป็นพ่อค้าคนกลางนำใส่เรือสำเภาออกไปขายตามเมืองท่าทั้งในประเทศและ นอกประเทศ บันทึกการสั่งสินค้าของพ่อค้าฝรั่งชาติต่าง ๆ ที่เข้ามาติดต่อค้าขายในกรุงศรีอยุธยา ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 22 เป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า เครื่องสังคโลกศรีสัชนาลัยยังคงเป็นสินค้าที่ยังเป็นที่นิยมอยู่ โดยเห็นได้จากจดหมายเกี่ยวกับการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาในปีพุทธศักราช 2157 กล่าวถึงความต้องการซื้อเครื่องถ้วยชามสังคโลกของพ่อค้าฮอลันดา และกล่าวถึงความนิยมของชาวญี่ปุ่นว่า ต้องการเครื่องสังคโลกของไทย
สังคโลกหยุดการผลิตไประยะหนึ่ง จนกระทั่งปลายศตวรรษ 1960 ได้มีการฟื้นฟูสังคโลกครั้งใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบล้านนาที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำปาง ปัจจุบันมีเครื่องสังคโลกสมัยใหม่ที่รู้จักกันในนาม ศิลาดล ชามตราไก่ ในรูปของภาชนะแบบต่าง ๆ
03 กุมภาพันธ์ 2554 17:24
#662073
นางสาวจิรารัตน์ ยศสุพรม
รหัสนักศึกษา 534302007
โปรแกรมวิชาภาษาอังกฤษ
ผักตบชวา
เป็นวัชพืช ที่ไม่มีใครต้องการ แต่ละคนแต่ละท่านจะมีวิธีทำลายที่แตกต่างกัน มีวิธีการนำเอาผักตบชวา มากำจัด และเพิ่มมูลค่าในตัวของมันเอง ได้อย่างลงตัวและเหมาะสม โดยบรรดา พ่อบ้านจะออกไปตัดผักตบชวาจากที่ต่างๆ แล้วนำเข้ามาในหมู่บ้านวงฆ้อง แล้วนำมาทำความสะอาด ตัดผักตบออกหัวท้ายและนำไปตากแดดไว้ถ้าแดดดีใช้เวลาเพียง 2 วันเมื่อดีแล้ว นำมาฉีก เพื่อนำไปถัก ก่อนถัก ต้องอบให้แห้งเสียก่อนจึงจะไม่ขึ้นรา การสานได้มาตรฐาน ทำอย่างหลากหลาย ทุกประเภท ขณะนี้ขาดแต่เพียงตลาดที่ถาวร แต่กลุ่มสานผักตบชวา ได้รับงบประมาณ หมุนเวียนจาก หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานจึงสามารถรับซื้อสินค้าที่ชาวบ้านผลิตไว้ได้ทั้งหมด
้ การผลิตหรือการสานผักตบชวา จึงเป็นภูมิปัญญาที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ฝีมือดี การรวมกลุ่มดี มีแนวทางในการดำเนินการได้อย่างรัดกุม มีอนาคต กลุ่มสานผักตบชวาบ้านวงฆ้องจึงเป็นกลุ่มที่สมควรได้รับการสนับสนุนอย่างยิ่ง เพราะ นอกจากจะกำจัดวัชพืช คือผักตบชวาแล้ว ยังสามารถนำมาผลิตเพื่อเพิ่มพูนรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น ได้อย่างครบวงจรและลงตัว จึงน่าชื่นชมในความสำเร็จ ของกลุ่มสานผักตบชวาของบ้านวงฆ้อง ที่มีผู้นำที่เข้มแข็ง และมีผู้สืบทอดหลายรุ่นทำงานด้วยความรักและสามัคคี คงเป็นชุมชนที่เข้มแข็งไปอีกนานแสนนาน
"ลดมลภาวะเป็นพิษ.. ผลิตภัณฑ์ผักตบชวา"
03 กุมภาพันธ์ 2554 20:29
#662151
นางสาวชลธิชา ทองละมูล
คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ
รหัส 534302012
กล้วยกวน
กล้วยน้ำว้าเป็นผลไม้ที่ปลูกมากในพื้นที่ราบลุ่มรวมทั้งจังหวัดพิจิตร ทำให้เมื่อผลผลิตออกมาพร้อมกันจำนวนมาก ราคาตกต่ำ ชาวบ้านสระประทุม หมู่ที่ 6 ตำบลไผ่รอบ จึงมีการใช้ภูมิปัญญาที่สั่งสมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ มาแปรรูปเป็นกล้วยกวน และก่อตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรสระประทุมร่วมใจ เ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2532 โดยมีสมาชิกเริ่มต้นเพียง 12 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยการนำผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในท้องถิ่นมีเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูปเป็น ผลิตภัณฑ์ กล้วยกวน เกิดการสร้างงานสร้างรายได้กับชุมชน ลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงาน ปัจจุบันมีสมาชิก 20 คน
วัตถุดิบและส่วนประกอบ
1.กล้วยน้ำว้าสุก
2.น้ำกะทิ
3.น้ำตาลปีป
4.น้ำตาลทราย
5.แบะแซ
6. เกลือ
ขั้นตอนการผลิต
1. นำกล้วยน้ำว้า มาปลอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด
2. นำกล้วยน้ำว้ามาใส่เครื่องบดให้ละเอียด
3. นำกล้วยที่บดแล้วมากวนพร้อมใส่กะทิ น้ำตาลปีป และน้ำตาลทราย
4. ใช้เวลากวน ประมาณ 8 ชั่วโมง จากนั้นนำมาทำให้เป็นแผ่น
5. ตัดกล้วยกวนให้เป็นชิ้นตามต้องการห่อด้วยกระดาษแก้ว บรรจุถุงเพื่อจำหน่ายต่อไป
เคล็ดลับในการผลิต
กล้วยกวนจังหวัดพิจิตร โดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับผลิตผลทางการเกษตรกล้วยกวน กรรมมาวิธีการผลิตใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย ด้วยถุงที่มีการปิดผนึกอย่างมิดชิด ปลอดภัยกับผู้บริโภค มีความประณีตในการในการบรรจุหีบห่อของผลิตภัณฑ์
แหล่งข้อมูล
ติดต่อ คุณบุญมา พรามมา
ที่อยู่ : 91 หมู่ที่6 ตำบลไผ่รอบ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร
04 กุมภาพันธ์ 2554 17:26
#662846
นางสาวจันทร์เพ็ญ โตจริง
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ
รหัสนักศึกษา 534302002
บ่อเหล็กน้ำพี้
ประวัติ
แร่เหล็กจาก บ่อเหล็กน้ำพี้ มีลักษณะพิเศษที่โดดเด่นมาเป็นระยะเวลานาน นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจวบจนปัจจุบัน โดยมีหลักฐานอ้างอิงจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ จดหมายเหตุ และวรรณคดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บรรพบุรุษของไทยในอดีตได้รู้จักวิธีการนำแร่เหล็กน้ำพี้ มาถลุงให้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำแร่เหล็กน้ำพี้มาถลุงเป็นศาสตราวุธ เพื่อใช้ประโยชน์ในการสงคราม ดังปรากฏหลักฐานการนำเหล็กน้ำพี้มาใช้เป็นศาสตราวุธสำหรับการทหารและชนชั้นปกครอง เช่น
ในสมัยรัตนโกสินทร์มีหลักฐานว่า ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ หลวงจรุงราษฎร์เจริญ (สุข) นายอำเภอตรอน ในสมัยนั้น ได้นำเหล็กน้ำพี้มอบให้พระยาวิเศษฤๅไชย ข้าหลวงประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ (พ.ศ. 2469-2471) นำพระแสงดาบขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระแสงศาสตราวุธ มาจนทุกวันนี้
เหล็กน้ำพี้
เหล็กจากบ่อเหล็กน้ำพี้เป็นเหล็กที่มีความแกร่ง มีความเหนียวและเกิดสนิมยาก จากตำราพิชัยสงครามได้กล่าวไว้ว่า เหล็กน้ำพี้เป็นโลหะมหัศจรรย์อานุภาพ มีพลังในตัว มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ทุก ๆ อณูสามารถป้องกันคุณไสยและสิ่งเลวร้ายที่มองไม่เห็นด้วยตาดำได้ ปัจจุบันแร่เหล็กน้ำพี้ ถือว่าเป็นวัตถุมงคล โดยเชื่อกันมาแต่โบราณว่าเหล็กน้ำพี้อยู่ในตระกูลเดียวกันกับเหล็กไหล เมื่อจะนำไปใช้งานต้องตั้งศาลบวงสรวงขออนุญาตจากเจ้าพ่อที่ดูแลปกปักษ์รักษาเสียก่อน จึงจะทำการขุดหรือตัดเหล็กไปใช้งานได้
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ชาวน้ำพี้และผู้ศรัทธาต่างเชื่อถือกันมาโดยตลอดด้วยความศรัทธาว่า เหล็กน้ำพี้มีเจ้าพ่อปกปักษ์รักษาดูแลอยู่ หากผู้ใดจักนำสินแร่เหล็กน้ำพี้ไปใช้ ต้องทำการตั้งศาลบรวงสรวงสักการะและเปล่งวาจาขอต่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์ก่อน
คุณสมบัติทางวิทยาศาสตร์
แร่เหล็กที่ได้จากบ่อเหล็กน้ำพี้นั้น เป็นแร่เหล็กกล้าที่มีโครงสร้างระดับโมเลกุลที่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอนหลากหลาย ทำให้เมื่อนำมาเผาและตีทำมีดจะได้มีดที่แข็งแกร่งทนทานกว่าที่ทำจากแร่เหล็กทั่ว ๆ ไป
ภาควิชาวิศวกรรมโลหการ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกรมวิทยาศาสตร์ทหารบก ได้เคยนำตัวอย่างสินแร่จากจากบ่อพระแสงและบ่อพระขรรค์ไปทำการทดลองเพื่อวิเคราะห์หาคุณสมบัติต่าง ๆ ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ พบว่าแร่เหล็กน้ำพี้มีองค์ประกอบของแร่ธาตุที่หาได้ยาก เป็นแร่เหล็กที่มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว มีความแข็งและเหนียวเป็นพิเศษ มีคุณลักษณะอ่อนในแข็งนอก และยืนยันว่าแหล่งแร่เหล็กที่ตำบลน้ำพี้ อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นแหล่งแร่เหล็กที่มีคุณภาพดีที่สุดของประเทศไทย อีกทั้งยังมีคุณสมบัติดีเยี่ยมไม่แพ้เหล็กกล้าชั้นดีของต่างประเทศ
06 กุมภาพันธ์ 2554 14:17
#663689
นางสาวนิราวรรณ พิลาเปล่า
รหัสนักศึกษา 534331006
โปรแกรมวิชาภาษาญี่ปุ่น
ผ้าทออำเภอนครไทย
ผ้าทออำเภอนครไทย ชาวบ้านที่นี่อพยพมาจากอำเภอด่านซ้าย จ.เลย อุปกรณ์ที่ใช้ในการทอด้วยกี่พื้นบ้านและกี่กระตุก วัสดุ ที่ใช้เป็นด้ายสำเร็จรูปหรือไหมประดิษฐ์ เดิมย้อมด้วยสีธรรมชาติ ปัจจุบันย้อมด้วยสีเคมี ลวดลายของมัดหมี่เป็นลายดอกแก้ว ลายขาเปีย ลายขออุ้มหน่วย เป็นต้น นอกจากมัดหมี่แล้วยังมีการทอลายขิด
กลุ่มชนที่ตั้งถิ่นฐานในจังหวัดพิษณุโลก มีคนที่อาศัยอยู่ดั้งเดิม นอกนั้นเป็นคนที่อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มชนชาวไท - ลาว ได้แก่ ไทครั่ง ที่ได้ทำการอพยพมาสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้น ส่วนไทดำหรือลาวโซ่งนั้น ได้อพยพมาจากทางเพชรบุรี กลุ่มชนชาวเขา ได้แก่ ม้งและกะเหรี่ยง และกลุ่มชนชาวอิสาน อุปกรณ์ที่ใช้ในการทอมีทั้งกี่บ้านและ กี่กระตุก ซึ่งมีการทออยู่ดั้งเดิมเพื่อใช้เอง ต่อมาได้รับการสนับสนุนจากทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และจากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ ทอขึ้นเพื่อจำหน่าย วัสดุที่ใช้มีทั้งฝ้ายไหม และด้ายสำเร็จรูป จากการที่กลุ่มชนในจังหวัดพิษณุโลกส่วน ใหญ่อพยพมาจากที่อื่น ดังนั้นจึงได้นำเอาวัฒนธรรมการทอผ้าและลวดลายเข้ามา ทำให้ลวดลายส่วนใหญ่ไม่ใช่ลวดลายดั้งเดิมของจังหวัด แต่ในปัจจุบันทางราชการเข้าไปสนับสนุนต้องการให้ทอผ้าพื้นเมืองสีม่วงลวดลายดอกปีบ ให้เป็นสัญลักษณ์ผ้าพื้นเมืองของจังหวัดพิษณุโลก
06 กุมภาพันธ์ 2554 14:51
#663714
นางสาวเฟื่องฟ้า อุ่นแก้ว เอก ภาษาญี่ปุ่น รหัส 534331009
“ข้าวจี่” คือข้าวเหนียวปั้นขนาดเท่ากำมือ โรยเกลือนำมาปิ้งบนถ่านไฟ ชุบไข่ไก่ แล้วนำไปย่างอีกรอบรับรองว่าแซบอีหลี.. หนาวๆ แบบนี้ได้ข้าวจี่ร้อนๆ กลิ่นหอมๆ สีเหลืองน่ารับประทานสักก้อนก็น่าจะดีทีเดียว ข้าวจี่เป็นอาหารที่นิยมกินในฤดูหนาว เพราะคนสมัยก่อนจะนิยมนั่งผิงไฟคุยกัน แล้วก็ทำข้าวจี่กินแก้หนาวไปด้วย อีกอย่างช่วงนี้เป็นฤดูหลังเก็บเกี่ยวข้าว ข้าวใหม่จะมีกลิ่นหอมและนุ่ม จึงเหมาะที่จะนำมาทำข้าวจี่กินกันเป็นอย่างมาก
ส่วนผสม
1.ข้าวนึ่ง 500 กรัม
2.กะทิ 1/2 ถ้วย
3.ไข่ไก่ 2 ฟอง
4.เกลือ 1/2 ช้อนชา
วิธีทำ
1.ผสมกะทิและเกลือคนให้เกลือละลาย ใส่ลงในชามข้าวเหนียวนวดให้เข้ากัน
2.ปั้นข้าวเหนียวแล้วเสียบไม้ตรงกลาง
3.นำไปย่างไฟอ่อนๆให้เกรียมเล็กน้อย
4.ตีไข่ไก่ให้เข้ากัน แล้วนำข้าวจี่ชุบไข่
5.นำไปย่างไฟอ่อนๆอีกครั้งให้เกรียมเล็กน้อย...........เสร็จแล้วจ้า
แหล่งที่มา
รัตนา พรหมพิชัย.(2542),ข้าวจี่,ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ(เล่ม2, หน้า
809),กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์
06 กุมภาพันธ์ 2554 15:34
#663736
นางสาวรัตนาภรณ์ คำหนู สาขาวิชาภาษา ญี่ปุ่น รหัส 534331012
งานกะลามะพร้าว
ประโยชน์ของมะพร้าวนั้นเรียกได้ว่าครบวงจร ทุกส่วนของมะพร้าวสามารถนำมาใช้ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นต้นหรือลูก โดยเฉพาะลูกมะพร้าว เมื่อใช้เนื้อและน้ำหมดแล้ว ลูกมะพร้าวสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์กะลามะพร้าวใช้ประโยชน์ได้
เมื่อก่อน การนำกะลามะพร้าวมาทำเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือน มักจำกัดอยู่ในวงแคบๆ คือ คนที่อาศัยอยู่ตามชนบท แต่ปัจจุบันนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกะลามะพร้าวได้รับการพัฒนาให้มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น ทำเป็นเครื่องประดับ ของชำร่วย ฯลฯ กะลามะพร้าวที่ประดิษฐ์แล้ว จึงเป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่ง ที่ได้รับความนิยมไม่น้อย
สร้างสรรค์งานจากกะลามะพร้าว
อุปกรณ์
1. กะลามะพร้าว
2. มอเตอร์ที่ใส่ใบเลื่อยไฟฟ้า
3. กระดาษทราย เบอร์ 60 เบอร์ 220 เบอร์ 400 และเบอร์ 600
4. ก้อนขัดมัน หรือ ก้อนยาขาว
5. ไม้ตาล
6. หวาย
7. กาวร้อน
ขั้นตอนการผลิต-วิธีการทำ
1. เริ่มจากการสั่งซื้อกะลามะพร้าว (เป็นกะลามะพร้าวที่ถูกผ่าแกะเอาเนื้อมะพร้าวไปคั้นกะทิแล้ว) งานประดิษฐ์ประเภทนี้สามารถใช้กะลามะพร้าวได้ทุกชนิด โดยเฉพาะมะพร้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีขนาดเล็ก ผู้ประดิษฐ์สามารถนำมาทำเป็นแก้วกาแฟ หรือแก้วไวน์
2. นำกะลามาวาดรูป และตัดกะลาออกเป็นรูปแบบต่างๆ ด้วยมอเตอร์ที่ใส่ใบเลื่อยไฟฟ้าให้มีลักษณะใกล้เคียงกับภาชนะที่จะทำ หรือหากผู้ประดิษฐ์จะทำเป็นประเภทเครื่องประดับ ควรตัดให้มีขนาดพอดี
3. นำกะละมาขัดด้วยกระดาษทรายทั้งสองด้าน โดยขัดกระดาษทั้งหมด 4 ครั้ง
4. ขัดครั้งแรก ใช้กระดาษทรายเบอร์ 60 ขัดไปจนเยื่อที่ติดกะลาออกหมด
5. แล้วเปลี่ยนมาขัดเบอร์ 220 ตามด้วยกระดาษทรายเบอร์ 400
6. จากนั้น ขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 600 เมื่อผ่านขั้นตอนนี้ กะลามะพร้าวจะเริ่มเรียบเป็นมัน
7. นำมาขัดด้วยก้อนขัดมันหรือก้อนยาขาวเป็นขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้กะลามีผิวลื่นมันวับ ก่อนจะนำไปประกอบกับด้ามที่ทำมาจาก"ไม้ตาล" (ไม้ตาลตัดให้เป็นรูปทรงตามที่ต้องการ)
8. ขัดไม้ตาลให้มันด้วยวิธีการเดียวกันกับกะลา ตอกหมุดยึดด้ามกับกะลา ใช้หวายถักปิดรอยบริเวณตอกหมุด
9. ภาชนะที่ไม่สามารถตอกหมุด ใช้กาวร้อนยึดให้ติดกัน เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำภาชนะจากกะลา หรือผู้ประดิษฐ์อาจจะตกแต่งสร้างสรรค์เพิ่มเติมภายหลังจากนั้นก็ได้
ข้อควรทราบการแปรรูปจากกะลา
1. กะลามะพร้าวที่จะนำมาแปรรูปควรเป็นมะพร้าวพันธ์พื้นเมือง นอกจากจะหาซื้อง่ายแล้ว กะลามะพร้าวยังมีความแข็งแรง ทนทาน
2. กะลาสามารถนำมาแปรรูปเป็นสิ่งของต่างๆ ได้ง่าย และที่สำคัญ มีต้นทุนต่ำ
06 กุมภาพันธ์ 2554 17:15
#663790
นาย บุษกล แผนนาม เอก ภาษาอังกฤษ
รหัสนักศึกษา 534302051
ลาวโซ่ง
ลาวโซ่งหรือผู้ไทย เป็นชนชาติไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งมีชื่อเรียกกันต่าง ๆ นานาว่าไทยดำ ไททรงดำ ลาวโซ่ง ไทโซ่ง
ความเชื่อของลาวโซ่ง
ลาวโซ่ง ส่วนใหญ่จะมีความผูกพันอยู่กับความเชื่อ ในเรื่อง"ผี"และ"ขวัญ"เป็นอันมากเนื่องจาก เชื่อว่าผีนั้นเป็นเทพยดาที่ให้ความคุ้มครอง พิทักษ์รักษา หรืออาจให้โทษถึงตายได้เฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ"ผีเรือน" ประดุจดังศาสนาประจำตน ซึ่งทำในสิ่งไม่ดีจะเป็นการ "ผิดผี" ผีเรือนอาจจะลงโทษได้ โดยจำแนกประเภทของผีตามลำดับความสำคัญและความเชื่อถือได้ดังนี้
ผีบ้านผีเรือน เป็นผีที่คุ้มครองป้องกันบ้านเรือนให้ร่มเย็นเป็นสุขและ อุดมสมบูรณ์ อาจสิ่งสถิตอยู่ตามป่า ภูเขา หรือต้นไม้ บางแห่งก็สร้างศาล ให้อยู่บริเวณ ที่มีหลักเมือง ถือเป็นเขตหวงห้ามใช้เฉพาะประกอบพิธี เซ่นไหว้ที่เรียกว่า "เสน" เท่านั้น ส่วนผีบ้าน หรือผีประจำหมู่บ้านก็สร้างให้อยู่ต่างหาก เรียกว่า "ศาลเจ้าปู่" หรือ"ศาลตาปู่" และต้องทำพิธีเซ่นไหว้ทุกปี
ผีบรรพบุรุษ เป็นผีของปู่ ย่า ตา ยาย หรือพ่อ แม่ ที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว จะถูกเชิญขึ้นมาไว้บนเรือน ณ ห้องผีเรือน หรือห้องของบรรพบุรุษที่เรียกว่า"กะล่อห่อง" และต้องจัดพิธีเซ่นไหว้ทุกปีเรียกว่า"พิธีเสนเรือน"
วัฒนธรรมและประเพณี
ภาษา ในด้านภาษากล่าวได้ว่า ลาวโซ่งมีภาษาพูดและภาษาเขียนที่เป็นของตนเองโดยเฉพาะ และจะใช้ภาษาลาวโซ่งพูดจาติดต่อในระหว่างพวกลาวโซ่งด้วยกัน แต่จะใช้ภาษาไทยภาคกลางพูดจาติดต่อกับคนนอกหรือคนไทยอื่น ๆ เช่นเดียวกันพวกมอญเช่นกันสำหรับพิธีกรรมอันเป็นประเพณีของลาวโซ่ง กล่าวได้ว่า แม้ชาวลาวโซ่งจะสนิทสนมคุ้นเคยกับชาวไทยหรือชนกลุ่มอื่น ๆ เพียงใด กระทั่งรับวัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มอื่น ๆ ไปใช้บ้างก็ตาม แต่ชาวลาวโซ่งส่วนใหญ่ก็ยังคงรักษาพิธีกรรมที่เป็นประเพณีดั้งเดิมของตนไว้เกือบครบถ้วน ได้แก่ พิธีกรรมอันเกี่ยวกับความเชื่อและสภาพความเป็นอยู่ของพวกตน ได้แก่ พิธีเสนเรือน พิธีแต่งงาน พิธีศพ เป็นต้นดังจะได้กล่าวถึงต่อไปประเพณีของลาวโซ่ง
พิธีเสนเรือน เป็นพิธีสำคัญพิธีหนึ่งของลาวโซ่งซึ่งจะขาด หรือละเลยเสียมิได้ เนื่องจากเชื่อว่าเป็นการกระทำที่เพิ่มความเป็นสวัสดิมงคลแก่ครอบครัว และจะต้องจัดทำอย่างน้อยปีละครั้งเพราะคำว่า "เสน"ในภาษาลาวโซ่ง หมายถึง การเซ่นหรือสังเวย "เสนเรือน" จึงหมายถึงการเซ่นไหว้ผีเรือนของพวกลาวโซ่ง อันได้แก่ การเซ่นไหว้ปู่ ย่า ตา ยาย รวมทั้งบรรพบุรุษทุกคนให้มารับเครื่องเซ่นไหว้ ที่บุตรหลานจัดหามาเซ่นไหว้จะได้ไม่อดยาก และจะได้คุ้มครองบุตรหลานให้มีความสุขความเจริญสืบไป
พิธีแต่งงาน นอกจากการเสนเรือน จะเป็นพิธีสำคัญตามประเพณีของลาวโซ่งแล้ว พิธีแต่งงาน หรือเรียกตามภาษาลาวโซ่งว่า"กินดอง" ก็เป็นอีกพิธีหนึ่ง ซึ่งยังคงรักษาลักษณะดั่งเดิม ของลาวโซ่งไว้ได้เป็นแบบฉบับโดยเฉพาะ เพราะเมื่อหนุ่มสาวลาวโซ่ง รักใคร่ ตกลงใจที่จะแต่งงานกัน ฝ่ายชายก็จะส่งผู้ใหญ่ของตนไปทาบทาม และสู่ขอ ฝ่ายหญิงเป็นการหมั้นหมาย แล้วจึงนัดวันทำพิธีแต่งงานหรือกินดองกันต่อไป
พิธีศพ เป็นอีกพิธีหนึ่งซึ่งมีความสำคัญ และจำเป็นต่อการดำรงชีวีตของชาวลาวโซ่งมาแต่โบราณ เพราะนอกจากจะแสดงถึงความกตัญญู ต่อบิดามารดาและญาติผู้ใหญ่อาทิ ปู่ ย่า ตา ยาย แล้ว ยังเป็นพิธีที่กระทำขึ้นเพื่อความเป็นศิริมงคล แก่คนในครอบครัวของผู้ตายอีกด้วย และแม้ปัจจุบัน จะจัดงานศพตามแบบไทยทั่วไปบ้างแล้วก็ตาม ทว่า เมื่อบิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ในครอบครัวตายลง ก็จะต้องกระทำตามประเพณีของลาวโซ่งอย่างเคร่งครัด ด้วยการเชิญหมอเสนมาเป็นผู้ประกอบพิธี โดยเริ่มตั้งแต่การเอาผีลงเรือน และการเอาผีขึ้นเรือน เป็นต้นการเอาผีลงเรือน ตามประเพณีของลาวโซ่ง หากผู้ตายถึงแก่กรรมภายในบ้านเรือนและตั้งศพไว้ในบ้านก่อน จะเคลื่อนย้ายศพไปประกอบพิธีต่อที่วัดนั้น เจ้าภาพจะต้องเชิญหมอเสนที่มาทำพิธีเรียกขวัญ หรือเรียกตามภาษาลาวโซ่งว่า "ช้อนขวัญ" คนในบ้านก่อน ด้วยเชื่อว่าสมาชิกในครอบครัวที่มีคนตายในบ้านจะโศกเศร้า หรือตกใจจนขวัญหาย จึงต้องเรียกขวัญไว้ให้อยู่กับตัว ไม่ติดตามผู้ตายไปที่อื่นการช้อนขวัญ จะเริ่มด้วยหมอเสนถือสวิงสำหรับช้อนกุ้งหรือปลาเดินนำหน้าขบวน และทำท่าช้อนกุ้งหรือปลาไปรอบ ๆ บริเวณที่ตั้งโลงศพของผู้ตาย ตามด้วยเจ้าภาพซึ่งเป็นเจ้าบ้านเดินถือเสื้อผ้าของคนในบ้าน ๑ ชุด และญาติพี่น้องบุตรหลานทั้งหมดเดินตามหลังอีกทอดหนึ่ง หากญาติในครอบครัวคนใดคนหนึ่งไม่อาจร่วมพิธีได้ ให้หักเศษไม้เป็นรูปตะขอเล็ก ๆ ฝากใส่ไว้ในสวิงที่หมอเสนถือเป็นเครื่องหมายแทนตัวด้วย เมื่อหมอเสนและญาติ ๆ เดินวนรอบโลงศพผู้ตายครบ ๓ รอบแล้ว จะต้องเข้าไปในห้องผีเรือน เพื่อไหว้ผีเรือนให้ช่วยคุ้มครองอันตราย หรือเคราะห์ร้ายทั้งปวงให้หมดไปจากตัว และให้ขวัญของแต่ละคนกลับมาอยู่กับตนเองอย่างปลอดภัยโดยไม่ตกหล่นสูญหายหรือติดตามผู้ตายไปที่ใดทั้งสิ้นหลังจากทำพิธีเรียกขวัญหรือช้อนขวัญ ของคนเป็นซึ่งเป็นญาติผู้ตายเรียบร้อยแล้ว จึงจะทำพิธีเคลื่อนย้ายหรือยกโลงศพลงจากเรือนไปประกอบพิธีที่วัดได้ โดยอาจจัดขบวนแห่ให้สวยงามเป็นเกียรติแก่ผู้ตายด้วยการจัดตบแต่งด้วยธง หรือขบวนตามธรรมเนียมของลาวโซ่งอย่างเคร่งครัดการเอาผีขึ้นเรือน การเอาผีขึ้นเรือนของลาวโซ่งจะจัดทำเมื่อบิดามารดา หรือญาติผู้ใหญ่ในบ้านตายเท่านั้น เนื่องจากเชื่อว่าเป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้ตายมิให้วิญญาณของผู้ตายต้องร่อนเร่ แต่จะต้องเชื้อเชิญวิญญาณผู้ตายให้เข้าไปอยู่ร่วมกับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วทั้งหมดในห้องผีเรือนที่เรียกว่า "กะล่อห่อง" เพื่อจะได้คุ้มครองบุตรหลานทุกคนหมอเสน จะเป็นผู้กำหนดวันเอาผีขึ้นเรือน และเตรียมพิธีหลังจากเผาศพผู้ตายเรียบร้อยแล้ว วันรุ่งขึ้น หมอเสนจะเก็บอัฐิของผู้ตายบรรจุโกศส่วนหนึ่ง เพื่อให้บุตรหลานนำไปบูชา ณ ห้องผีเรือน ส่วนอัฐิที่เหลือจะใส่ไหนำไปฝังยังสถานที่ที่เตรียมไว้ในป่าช้า และนำบ้านหลังเล็ก ๆ ทำด้วยตอกไม้ไผ่เรียกว่า "หอแก้ว" มาปลูกคร่อมบนบริเวณที่ฝังไหอัฐิไว้ หากผู้ตายเป็นชายกล่าวคือ บิดา ปู่ ตา จะตบแต่งหอแก้วให้สวยงามด้วยธงไม้ไผ่สูงประมาณ ๕ วา เรียกว่า "ลำกาว"พร้อมทั้งนำผ้าดิบสีขาวขลิบรอบ ๆ ขอบผ้าด้วยผ้าสีต่าง ๆ สลับกัน ๓ สีคือ แดง เหลือง ดำ ผูกติดกับยอดไม้ไผ่ให้มีความยาวพอเหมาะกับลำกาว ปลายยอดลำกาว หรือปลายไม้ไผ่ จะติดรูปหงส์ตัวเล็ก ๆ ทำด้วยไม้งิ้วแกะสลักอย่างงดงาม เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนพาหนะพาผู้ตายกลัยไปเมืองแถน หลังจากนั้นจะนำอาหารเช้ามาเซ่นไหว้ผู้ตายจนครบ ๓ วัน เมื่อครบกำหนด ๓ วันแล้วหมอเสนจะรื้อหอแก้วกับลำกาวทิ้งทั้งหมด ด้วยเชื่อว่าจะได้ไม่มีการตายเกิดขึ้นในครอบครัวนี้อีกและนัดแนะกำหนดวันเอาผีขึ้นเรือนตามความพร้อมของเจ้าภาพเมื่อถึงกำหนดวันเอาผีขึ้นเรือน หมอเสนจะเป็นผู้กล่าวคำเชื้อเชิญวิญญาณของผู้ตายเป็นภาษาลาวโซ่ง และทำพิธีเซ่นไหว้ในห้องผีเรือนตามประเพณีลาวโซ่ง โดยทำพิธีคล้ายกับการเสนเรือน ด้วยการจัดเครื่องเซ่นต่าง ๆ อาทิ เนื้อหมูดิบ ซี่โครงหมู ไส้หมู เนื้อหมูยำ ข้าวเหนียวนึ่ง หมากพลู บุหรี่ และเหล้าทั้งขวด บรรจุลงในปานเผือน และเริ่มด้วยหมอเสนจะเรียกพร้อมกับกล่าวเชิญวิญญาณของผู้ตาย ให้มารับอาหารที่จัดเตรียมไว้ก่อน แล้วจึงเชิญบรรพบุรุษ ตามลำดับรายชื่อที่จดไว้ในสมุดผีเรือน ให้มารับอาหาร จนครบหมดทุกชื่อ โดยเรียกชื่อครั้งหนึ่งก็ใช้ตะเกียบคีบอาหาร (หมูยำ) ทิ้งลงในที่จัดเตรียมไว้ทีละชิ้นเช่นกัน ครบแล้วจึงทำพิธีกู้เผือน ซึ่งก็คือการนำอาหารที่เหลือออกจากปานเผือนทั้งหมด เพื่อนำปานเผือนมาใช้เป็นเครื่องมือสู่ขวัญบุตรหลานของผู้ตายต่อไปอนึ่ง หลังจากเสร็จพิธีเอาผีขึ้นเรือนเรียบร้อยแล้ว หมอเสนจำเป็นต้องทำพิธีสู่ขวัญหรือเรียกขวัญญาติพี่น้อง บุตรหลานในครอบครัวของผู้ตายต่อ เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ตัวผู้อยู่หลังเนื่องจากเชื่อว่า ขณะมีคนตายในครอบครัว ญาติพี่น้อง บุตรหลานในครอบครัวจะโศกเศร้าและตกใจจนขวัญหายไปจากตัวเอง จึงต้องเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับตัวด้วยการทำพิธีสู่ขวัญหรือเรียกขวัญนั่นเอง และเป็นธรรมเนียมของลาวโซ่งที่ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา กระทั่งเป็นประเพณีประการหนึ่งก็คือ หลังจากพิธีเอาผีขึ้นเรือนและสู่ขวัญ คนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าภาพกับบรรดาญาติพี่น้องจะต้องแสร้งทำเป็นโกรธเกรี้ยว พร้อมกับไล่ตะเพิดหมอเสนให้ออกไปให้พ้นจากบ้านเรือนของตนโดยเร็วไว เพื่อขับไล่ความทุกข์โศกตลอดจนเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ให้หมดสิ้นไปจากครอบครัวของตนพร้อมกับตัวหมอเสนด้วยนอกจากพิธีต่าง ๆ ของลาวโซ่งที่กล่าวถึงแล้วนั้น ยังมีการละเล่นของลาวโซ่งที่จัดเป็นประเพณีอีกประการหนึ่งนั้นคือ ประเพณีการเล่นคอน หรือ"อิ้นกอน" ในภาษาลาวโซ่งซึ่งเป็นการละเล่นของหนุ่มสาวในเดือน ๕ หรือ เดือน ๖ อันเป็นระยะที่ว่างจากการทำนา พวกหนุ่มสาวในแต่ละหมู่บ้านก็จะพากันจับกลุ่มเล่นคอนโดยผู้ใหญ่ไม่หวงห้าม จึงเป็นการเปิดโอกาสให้พวกหนุ่ม ๆ สาว ๆ ได้ทำความรู้จักมักคุ้นกันยิ่งขึ้น และใช้ลูกช่วงเป็นอุปการณ์การละเล่นให้หนุ่มสาวโยนให้ถูกกัน เป็นการสร้างสัมพันธไมตรี ระหว่างหนุ่มสาวให้มีโอกาสได้รู้จักสนิทสนมและแต่งงานกันในที่สุด ทว่าเป็นที่น่าเสียดาย ที่ประเพณีการเล่นคอนค่อนข้างจะไม่เป็นที่รู้จักหรือนิยมของ ลาวโซ่งรุ่นหลังอีกต่อไปเช่นกัน
06 กุมภาพันธ์ 2554 18:26
#663838
นางสาวสุรีรัตน์ หอมนาน
รหัสนักศึกษา 534302043
เอกภาษาอังกฤษ (ศศ.บ.)
การทำน้ำส้มควันไม้
น้ำส้มควันไม้ เป็นของเหลวสีน้ำตาลใส มีกลิ่นควันไม้ ได้มาจากการควบแน่นของควันที่เกิดจาก การผลิตถ่านไม้ ช่วงที่ไม้กำลังจะเปลี่ยนเป็นถ่านถ่ายเทความร้อนจากปล่องดักควันสู่อากาศ รอบปล่องดักควันความชื้นในควัน จะควบแน่นเป็นหยดน้ำ ส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นกรดอะซิติก
มีความเป็นกรดต่ำ มีสีน้ำตาลแกมแดง นำน้ำส้มควันไม้ที่ได้ทิ้งไว้ในภาชนะพลาสติกประมาณ 3 เดือน
ในที่ร่ม ไม่สั่นสะเทือนเพื่อให้น้ำส้มควันไม้ที่ได้ตกตะกอนและแยกตัวเป็น 3 ชั้น คือ น้ำมันเบา (ลอยอยู่ผิวน้ำ)
น้ำส้มไม้ และน้ำมันทาร์ (ตกตะกอนอยู่ด้านล่าง) แยกน้ำส้มควันไม้มาใช้ประโยชน์ต่อไป
วัสดุอุปกรณ์
ประโยชน์น้ำส้มควันไม้
น้ำส้มควันไม้มีสารประกอบต่างๆ มากมาย เมื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรจะมีคุณสมบัติ เช่น เป็นสารปรับปรุงดิน สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และสารเร่งการเติบโตของพืช นอกจากนี้ มีการนำน้ำส้มควันไม้
ไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม เช่น ใช้ผลิตสารดับกลิ่นตัว ผลิตสารปรับผิวนุ่ม ใช้ผลิตยารักษาโรคผิวหนัง เป็นต้น เนื่องจากน้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูง ดังนั้นก่อนที่จะนำไปใช้ควรจะนำมาเจือจางให้เกิดสภาวะที่เหมาะสม
วัตถุประสงค์ของการทำน้ำส้มควันไม้
- เพื่อเป็นการจัดการเศษไม้ ให้เกิดประโยชน์
- ส่งเสริมให้ใช้ถ่านแทนก๊าซหุงต้ม
- แนะนำส่งเสริมน้ำส้มควันไม้เพื่อเป็นผลพลอยได้จากการตัดกิ่งไม้
ด้านครัวเรือน
ด้านการเกษตร
- ผสมน้ำ 20 เท่า พ่นลงดินทำลายจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์
- ผสมน้ำ 50 เท่า ฆ่าจุลินทรีย์ที่ทำลายพืช
- ผสมน้ำ 200 เท่า ฉีดพ่นใบไม้ขับไล่แมลงและป้องกันเชื้อรา
ด้านอุตสาหกรรมครัวเรือน
- ใช้ผลิตสารดับกลิ่น, สารปรับผิวนุ่ม, ทำให้เนื้อนิ่ม
- ใช้ย้อมผ้า
- ป้องกันเนื้อไม้จากเชื้อราและแมลง
- เป็นยารักษาโรคผิวหนังเชื้อไทฟอยด์
- เสริมภูมิต้านทานฮอร์โมนทางเพศ
- น้ำส้มควันไม้ที่ผ่านกระบวนการกลั่นแล้วนำไปใช้กระบวนการอาหาร เช่น หยด รม เคลือบหรือเติมแผลสด แผลไฟไหม้ น้ำร้อนรวก บรรเทาอาการเจ็บปวดต่าง ๆ
วีธีการเผา
ใส่ไม้ลงถัง 200 ลิตร ประมาณ 80 ก.ก. โดยเริ่มเก็บน้ำส้มที่อุณหภูมิปากปล่อง 80 องศา และหยุดเก็นที่ 150 องศา โดยอุณหภูมิดังกล่าวจะไม่มีสารก่อมะเล็ง ใช้เวลาเผา 10 ชม. ได้ถ่าน 15 ก.ก ได้น้ำส้มควันไม้ 2 ลิตร
ข้อควรระวังในการ ใช้น้ำส้มควันไม้
1. ก่อนนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องทิ้งไว้จากการกักเก็บก่อนอย่างน้อย 3 เดือน
2. เนื่องจากน้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูง ควรระวังอย่าให้เข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้
3. น้ำส้มควันไม้ไม่ใช่ปุ๋ยแต่เป็นตัวเร่งปฎิกิริยา ดังนั้นการนำไปใช้ทางการเกษตรจะเป็นตัวเสริมประสิทธิภาพให้กับพืชแต่ไม่สามารถใช้แทนปุ๋ยได้
4. การใช้เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และแมลงในดิน ควรทำก่อนเพาะปลูกอย่างน้อย 10 วัน
5. การนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องผสมน้ำให้เจือจางตามความเหมาะสมที่จะนำไปใช้
6. การฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ เพื่อให้ดอกติดผล ควรพ่นก่อนที่ดอกจะบาน หากฉีดพ่นหลังจากดอกบานแมลงจะไม่เข้ามาผสมเกสร เพราะกลิ่นฉุนของน้ำส้มควันไม้และดอกจะร่วงง่าย
ผลดีที่จะได้กับดินมีดังนี้
- ความเสียหายที่เกิดจากแมลงและโรคในดินลดลง
- น้ำส้มไม้เพิ่มประสิทธิภาพให้ปุ๋ย โดยทำให้ง่ายต่อการดูดซึมของพืช
- น้ำส้มไม้ลดความเสียหายอันเกิดจากความเค็ม
ควรจะใช้ร่วมกับอย่างอื่น เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ในการปรับคุณภาพของดินในระยะยาว
การทำน้ำส้มควันไม้ให้บริสุทธิ์
น้ำส้มควันไม้ที่ได้จากการดักเก็บจะไม่นำไปใช้ประโยชน์ทันที เนื่องจากการเปลี่ยนจากไม้เป็นถ่านไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งเตา ดังนั้นควันที่เกิดขึ้นจึงเป็นควันที่ผสมกันระหว่างควันที่อุณหภูมิต่ำและสูง ดังนั้นจะมีน้ำมันดิน และสารระเหยง่ายปนออกมาด้วย น้ำมันดินที่ละลายน้ำไม่ได้จะนำไปใช้ประโยชน์ในการเกษตรไม่ได้เพราะจะไปปิดปากใบของพืช และเกาะติดรากพืชทำให้พืชเติบโตช้าหรือตายได้ นอกจากนั้นหากเทลงพื้นดินจะทำให้ดินแข็งเป็นดาน รากพืชไม่สามารถไชลงดินได้ ดังนั้นเมื่อเก็บน้ำส้มควันไม้แล้วต้องทิ้งช่วงและมีการทำให้น้ำส้มควันไม้บริสุทธิ์ก่อนนำไปใช้โดย นำถ่านล้างน้ำให้สะอาดตากให้แห้งบดเป็นผง (อัตราส่วนน้ำส้มควันไม้ 100 ลิตร / ผงถ่านบด 5 กก. )กวนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 45 วันสารที่ก่อมะเร็งจะตกอยู่ชั้นกลาง ใส่ภาชนะทิ้งไว้อีก 45 วันให้ตกตะกอนซึ่งก็คือน้ำส้มควันไม้ที่จะนำไปใช้นั้นเอง ส่วนชั้นล่างสุดนั้นเป็นของเหลวข้นสีดำ เราสามารถนำไปกำจัดปลวกได้
การเก็บรักษาน้ำส้มควันไม้
การเก็บรักษาน้ำส้มควันไม้ต้องเก็บในที่เย็นร่มหรือเก็บไว้ในภาชนะทึบแสงและไม่มีสิ่งรบกวน หากเก็บไว้ที่โล่งแจ้งน้ำส้มควันไม้จะทำปฏิกิริยากับอากาศและรังสีอันตราไวโอเลต ในแสงอาทิตย์กลายเป็นน้ำมันดินซึ่งในน้ำมันดินก็จะมีสารก่อมะเร็งด้วย และหากนำไปใช้กับพืช น้ำมันจะจับกับใบไม้ ทำให้ต้นไม้ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ดี
06 กุมภาพันธ์ 2554 19:28
#663901
นางสาว จิราภรณ์ฺ คำผอง
รหัสนักศึกษา 534331002
โปรแกรมวิชา ภาษาญี่ปุ่น
เครื่องตำข้าวซ้อมมือ
เครื่องตำข้าวซ้อมมือ และข้าวกล้อง เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านอำเภอบ้านสร้าง คือ นายฉอ้อน ทรงเดช ในปีพ.ศ. 2530 เขาได้คิดค้นเอารถไถนาเก่าๆ มาประกอบเป็นกระเดื่องและใช้ล้อขึ้นเหยียบท้ายคันสากแทนคนเหยียบ ใช้ยางรถยนต์หุ้มขอบตัวครกไม้ไม่ให้ข้าวหกกระเด็นออก ต่อมามีการดัดแปลงเอาเครื่องกระเทาะข้าวเปลือกมาประกอบระหว่างกลางครกกับเครื่องเพื่อให้สายพานชุดสีในเครื่องเดียวกัน นายฉอ้อน ทรงเดช ได้มีโอกาสตำข้าวซ้อมมือถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จมาทอดพระเนตรโครงการพัฒนาพื้นที่ส่วนพระองค์ที่อำเภอบ้านสร้างเมื่อปีพ.ศ. 2541 ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในกระแสพระราชดำรัส ความตอนหนึ่งว่า "...ข้าวซ้อมมือ หรือข้าวกล้องนี่เรากินทุกวันเพราะว่ามีประโยชน์ ร่างกายแข็งแรงดี ข้าวขาวนี่เอาของดีออกไปหมด ข้าวกล้อง หรือข้าวซ้อมมือกินดี คนบอกว่าเป็นข้าวของคนจน เรานี่แหละคนจน..." ทำให้ประชาชนทั่วไปหันมานิยมบริโภคข้าวกล้องเป็นจำนวนมาก นายฉอ้อน ทรงเดชจึงประกอบอาชีพตำข้าวซ้อมมือและข้าวกล้องต่อมาจนทุกวันนี้ด้วยเครื่องมือที่เขาประดิษฐ์ขึ้น โดยส่งข้าวไปจำหน่ายที่ร้านค้าโครงการพัฒนาพื้นที่ส่วนพระองค์ ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง
06 กุมภาพันธ์ 2554 21:04
#664021
หน่อไม้ดอง
วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต : หน่อไม้, เกลือ, น้ำ
อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต : โอ่ง, มีด, กะละมัง, ตะแกรง
วิธีการทำ
1. ปอกเปลือกหน่อไม้
2. นำมาหั่น หรือ สับ
3. แช่น้ำเกลือ ประมาณ 1 คืนแล้วนำเอาน้ำออกทิ้งไว้ 2 ชั่วโมง
4. นำมาคลุกเกลือเม็ดใส่กะละมังทิ้งไว้ 2ชั่วโมง
5.นำไปใส่โอ่ง หรือปี๊บทิ้งไว้ 4-5 คืน แล้วใส่น้ำให้เต็มโอ่งปิดฝาถ้าน้ำลดก็เติมน้ำให้เต็ม
ขั้นตอนการดองหน่อไม้ให้ได้คุณภาพและเก็บไว้กินนาน ๆ
ขั้นตอนการดองหน่อไม้สูตรเฉพาะตัวว่า มี 4-5 ขั้นตอน เริ่มจากการสร้างบ่อซีเมนต์ที่ใช้แช่ถังหน่อไม้ดอง ขั้นที่สอง การนำหน่อไม้ดองที่หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ มาแช่น้ำเกลือ ในอัตราส่วน เกลือเม็ด 4 กิโลกรัม แช่ลงในน้ำ 60 ลิตร ซึ่งต้องแช่ทิ้งไว้ค้างคืน 1 คืน ขั้นที่สาม การบรรจุหน่อไม้ลงถังพลาสติก นำหน่อไม้ที่แช่น้ำเกลือเสร็จแล้ว มาล้างให้สะอาดผึ่งไว้ให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นนำมาบรรจุลงในถังพลาสติก ซึ่งต้องใส่ลงในถุงพลาสติกก่อนและผูกปากถุงให้แน่น ปิดฝาเกลียวให้สนิท ขั้นที่สี่ การนำถังดองหน่อไม้แช่น้ำในถังซีเมนต์ที่เตรียมไว้ วิธีการแช่ต้องคว่ำถังเอาปากถังด้านที่ฝาปิดลง แรงดันในถังจะช่วยดันอากาศออกไป ทำให้น้ำไม่สามารถเข้ามาในถังได้ การแช่น้ำต้องให้น้ำท่วมมิดถัง จึงต้องใช้หินก้อนใหญ่ ๆ วางทับไว้บนถัง และขั้นสุดท้าย การนำหน่อไม้ดองออกจำหน่าย เมื่อดองหน่อไม้ได้ประมาณ 15 วัน สามารถนำออกขายได้เลย ทั้งนี้ต้องนำหน่อไม้ในถังพลาสติกออกมาแช่น้ำทิ้งไว้ในตุ่ม 3-4 ชั่วโมงก่อน เพื่อให้สามารถล้างทำความสะอาดได้ง่าย จากนั้นนำไปบรรจุลงปี๊บ โดยใช้ถุงพลาสติกกรุด้านในก่อนและใช้กระดาษปิดด้านบนเพื่อป้องกันสิ่งสกปรก บรรจุ ปี๊บละ 20 กิโลกรัม จากนั้นนำไปส่งให้ลูกค้าขายส่งได้เลย
เคล็ดลับต้องเลือกชนิดของหน่อไม้ให้พอเหมาะกับเวลาที่ดอง
"การดองหน่อไม้ให้อร่อยต้องดูว่าเป็นหน่อไม้อะไร ถ้าเป็นหน่อไม้ป่าต้องดองนานเป็นเดือนขึ้นไป หรือข้ามปีได้ยิ่งดี รสชาติจะไม่ขื่น เหนียวไม่เปื่อยยุ่ย ถ้าเป็นหน่อไม้ไผ่ตงใช้เวลาเพียง 3-7 วัน จะรับประทานได้แล้ว แต่ปกติทั่วไปทั้งสองชนิดจะดอง ประมาณ 15 วัน หน่อไม้ที่ไม่ควรนำมาดองเลยคือไผ่สีสุก เพราะเนื้อจะหยาบไม่อร่อยและเน่าง่าย ที่สำคัญควรเลือกหน่อไม้เนื้อแน่น ๆ ส่วนการแช่น้ำให้มิดจะช่วยให้หน่อไม้ดองมีสีขาวสวย ดูสะอาด น่ากิน และที่ต้องระมัดระวังมากในการดองคือ ไม่ให้น้ำเข้าเด็ดขาด เพราะจะทำให้หน่อไม้เน่าเสีย ต้องทิ้งทั้งหมด ขาดทุนแน่นอน"
หน่อไม้ดองเปรี้ยว
ส่วนผสม
หน่อไม้ไผ่ตงปอกเปลือกออกแล้ว 1 กิโลกรัม
เกลือป่น 2 ช้อนโต๊ะ
แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
1.ไสหน่อไม้เป็นแผ่นบาง ๆ ตามขวาง ถ้าหน่อไม้หน่อใหญ่ผ่าครึ่งหน่อ แล้วจึงไสหรือสับหยาบ ๆ ล้างน้ำทิ้ง 2 - 3 ครั้ง แล้วแช่ค้างคืน 1 คืน
2. นำหน่อไม้ขึ้นผึ่งให้สะเด็ดน้ำ แล้วจึงเคล้าหน่อไม้กับเกลือ และแป้งข้าวเจ้าให้ทั่ว แล้วใส่ในโอ่งหรือขวดปานกลาง กดให้แน่น ใช้ใบตองปิดปากขวด ถ้าใส่โอ่งก็ใช้ก้อนหินทับอีกที หมักไว้ประมาณ 50 วัน จึงรับประทานได้
06 กุมภาพันธ์ 2554 21:18
#664032
ข้าวแตน เป็นชื่ออาหารซึ่งจัดเป็นอาหารว่าง หรือของหวานก็คงจะได้นิยมรับประทานกันทั่วไป แต่ในสมัก่อน จะได้รับประทาน ในงานประเพณีที่สำคัญๆ เช่น ประเพณีบวชพระ ขึ้นบ้านใหม่ แต่ในปัจจุบันนี้ มีการทำจำหน่ายตลอดเวลา จึงหารับประทานได้ง่าย
วิธีทำข้าวแตน จะนำข้าวเหนียวไปแช่น้ำและใส่เกลือลงไปเล็กน้อยเพื่อจะให้ข้าวมีรสเค็มนิดๆ เมื่อแช่ข้าวจนข้าวพองตัวได้ที่แล้ว ก็จะนำมาซาวน้ำนึ่งให้สุก เมื่อสุกแล้วยกลง นำข้าวเหนียวมาใส่ลงในเแม่พิมพ์ซึ่งทำด้วยผิวไม้ไผ่ขดเป็นวงกลมวางไว้บนใบตอง นำข้าวเหนียวนึ่งใส่ในพิมพ์ใช้มือกดให้เต็มพิมพ์ใส่ไว้ในถาดหรือบนแผง นำไปตากแดดให้แห้งแล้วนำมาทอดในน้ำมันหมูหรือน้ำมันพืช ข้าวจะพองตัวเป็นอย่างมาก แล้วนำข้าวแตนที่ทอดเสร็จแล้วมาแต่งหน้า
หน้าข้าวแตนจะทำจากน้ำอ้อยเคี่ยวให้เหนียว นำมาราดบนข้าวแตนให้เป็นเส้นวงกลม ก็จะรับประทานได้ หรือถ้าทำเป็นข้าวแตน หวานก็จะนำน้ำอ้อยมาคลุกกับข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วให้ทั่วจะมีสีเหลืองปนน้ำตาล เหมือนสีน้ำอ้อย นำมากดในแม่พิมพ์นำไปตาก ให้แห้งแล้วทอด รับประทานได้เลยไม่ต้องนำไปแต่งหน้าอีก ก็จะมีรสหวานกรอบ
06 กุมภาพันธ์ 2554 21:29
#664038
ภูมิปัญญาชาวบ้าน การทำน้ำตาลเมาหรือกะแช่
น้ำตาลใสหรือน้ำตาลสดที่ได้จากการขึ้นตาลนั้น ถ้าทิ้งไว้นานเกิน 24 ชั่วโมง จะเปลี่ยนสภาพเป็นน้ำส้มสายชู ถ้านำไปต้มหรือเคี่ยว เพื่อไม่ให้บูดเสียจะเรียกว่า น้ำตาลตงุ่น
นอกจากนี้น้ำตาลใสยังนิยมทำเป็นเครื่องดื่มประเภทหมักดองผสมแอลกอฮอล์ เรียกว่า น้ำตาลเมา (Palm Wine) หรือกะแช่ หรือเบียร์ภูธร เพราะมีดีกรีใกล้เคียงกัน การทำน้ำตาลเมานี้จะใส่ในภาชนะจำพวกใหหรือกระตุ้ม ซึ่งมีขนาดความจุประมาณ 2 - 3 ลิตร เรียกกันว่า "ที่" ส่วนภาชนะสำหรับดื่มกระแช่นิยมใช้กะลามะพร้าวขัดผิวจนเป็นมันเลื่อมเรียกว่า "หล่อ"
วิธีการทำกะแช่ ต้องใช้รากไม้ หรือกิ่งไม้จำพวกไม้มะเกลือ นำมาฝานเป็นชิ้น ๆ แล้วย่างไฟจนหอม เรียกว่า "เชื้อ" เมื่อจัดเรียงลำดับเชื้อลงในภาชนะที่เตรียมไว้แล้วจึงเติมน้ำตาลใสหรือน้ำตาลอุ่น
ให้ท่วมเชื้อ ทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมงจึงดื่มได้ เมื่อดื่มน้ำตาลเมาหมดแล้ว ต้องเติมน้ำตาลใสลงไปแทนที่เดิมอีก ดังนั้นการดื่มกะแช่จึงอยู่ในช่วงเวลาระหว่างตอนเช้ากับตอนเย็น กรณีดื่มกระแช่ไม่หมดที่และปล่อยทิ้งไว้เกิน 12 ชั่วโมง จะทำให้กะแช่เปลี่ยนรส กลายเป็นน้ำส้มสายชูในที่สุด
ด้วยเหตุนี้ผุ้นิยมดื่มน้ำตาลเมาจะต้องคอยเปลี่ยนที่หรือเชื้อในเวลาอันควร โดยนำเอาเปลือกหรือรากมะเกลือของเก่าออกประมาณครึ่งหนึ่ง แล้วนำของส่วนใหม่เติมลงไปเท่าเดิม กรณีจะเปลี่ยนที่ใหม่อาจต้องใช้เวลาหมักกะแช่ให้นานกว่าเดิมขึ้นไปอีกหลายวัน ทั้งนี้เพราะการทำปฏิกริยาของน้ำตาลเมาจะยังไม่สมบูรณ์พอ
นอกจากใช้มะเกลือใส่เป็นเชื้อของกะแช่แล้ว อาจใช้สมุนไพรอื่น ๆ ได้อีก เช่น ไม้เคี่ยม ไม้มะค่า รากมะแว้ง เถาวัลย์เปรียง รากหนามพรม กาฝากต้นมะม่วง แต่นิยมกันมากคือรากมะเกลือ เพราะมีรสขมชวนรับประทาน ที่เรียกว่า "ขมหล่อม" อย่างไรก็ตาม แต่เดิมกะแช่หรือน้ำตาลเมาจัดเป็นเครื่องดื่มที่ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติ
เครื่องดื่มประเภทมึนเมา แต่ได้พัฒนาขึ้นจนเป็นเครื่องดื่มประเภทไวน์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในโครงการ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์อีกด้วย
06 กุมภาพันธ์ 2554 23:27
#664098
การทำข้าวเม่า
เครื่องปรุง ที่ใช้ทำก็มีดังนี้ค่ะ
◊ ข้่าวเม่า ๑ ถ้วยตวง
◊ น้ำใบเตย ๑/๒ ถ้วยตวง (อาจมากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับข้าวเม่าว่าเป็นข้าวใหม่หรือเก่า เพราะข้าวเก่าจะใช้น้ำมาก) ที่เห็นในรูปขวดใสๆมีน้ำสีเขียวข้างในน่ะเป็นน้ำใบเตยกระป๋อง เปิดออกทำอย่างอื่นแล้วใช้ไม่หมดเราก็เทใส่ขวดเก็บแช่ตู้เย็นไว้ทำอย่างอื่น
◊ เกลือป่น๑/๒ ช้อนชา
◊ น้ำตาลทราย ๑/๔ ถ้วยตวง อาจมากกว่านี้ถ้าชอบหวาน
◊ มะพร้าวขูด ๑/๒ ถ้วยตวง ซึ่งจะต้องแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเอาไว้คลุกกับข้าวเม่า อีกส่วนหนึ่งเอาไว้โรยหน้าขนมตอนจะทาน
◊ กล้วไข่หรือกล้วยหอม แล้วแต่จะหาได้
สูตรนี้ทำแบบในรูปได้ ๒ จานน่ะ ใครต้องการมากก็เพิ่มส่วนผสมตามสัดส่วนเอา และที่ใช้น้ำใบเตย เนื่องจากข้าวเม่าที่เราซื้อมันเป็นข้าวเก่ากลิ่นไม่หอม เลยใช้น้ำใบเตยทำให้มีกลิ่นหอมและมีสีเขียวด้วย
วิธีทำ
◊ เอาข้าวเม่ามาเลือกเอาเปลือกข้าวและเศษฝุ่นหรือผงออกก่อน เสร็จแล้วเทใส่ชามอ่างไว้ ต่อไปก็เอาน้ำใบเตยใส่ถ้วยเอาเข้าไมโครเวฟ ทำให้น้ำใบเตยร้อนสักหน่อย ใครจะใช้วิธีต้มก็ได้ ตามสะดวก เมื่อน้ำร้อนแล้วเอาออกมา แบ่งเกลือใส่ไปนิดหน่อย แล้วเอาน้ำนี้ไปราดบนข้าวเม่า ค่อยๆใส่ ให้ทั่วข้าวแล้วใช้มือคลุกๆให้น้ำเปียกทั่วข้าว ใครจะใช้ช้อนคนๆก็ได้ ถ้าน้ำที่มีไม่พอที่จะทำให้ข้าวเปียกทั่วก็เพิ่มน้ำอีกหน่อย นี่เป็นภาพที่ใส่น้ำใบเตยแล้ว
ขณะเดียวกัน เราก็เอามะพร้าวขูดที่แบ่งไว้ส่วนหนึ่งผสมลงไปคลุกกับข้าวเม่าด้วย เพื่อกันไม่ให้ข้าวจับกันเป็นก้อนๆเวลาเราคลุก นี่เป็นภาพที่ผสมมะพร้าวลงไปคลุกด้วย เมื่อคลุกทั่วแล้วให้ปิดฝาไว้กันลม และรอให้ข้าวเม่าขึ้นนิ่ม พักไว้สัก ๑๕ นาที ก็เปิดฝาออกกินได้
07 กุมภาพันธ์ 2554 00:56
#664161
ทำพวงหรีดผ้าขนหนู
เงินลงทุน
ประมาณ 80 บาทขึ้นไป/1 พวงหรีด ขึ้นอยู่กับขนาดและวัสดุที่ใช้ (กระดาษลูกฟูกมีลายกนก ราคา 14 -18 บาท/แผ่น ผ้าขนหนูราคา 30 บาทขึ้นไป/ผืน ขึ้นอยู่กับขนาด ริบบิ้น 85 บาท/กิโลกรัม ลูกไม้ 35 บาท/เมตร เลื่อม 500 บาท/กิโลกรัม)
รายได้
ขึ้นอยู่กับขนาดและวัสดุที่ใช้ในการทำ โดยปกติจะได้กำไรถึง 50% ของราคาขาย
วัสดุ/อุปกรณ์
กระดาษลูกฟูกชนิดหน้าเรียบมีลายกนกมุมกระดาษ ผ้าขนหนู ดินสอ นุ่นหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ เข็ม ด้าย เข็มหมุด กาว ลูกไม้สีต่าง ๆ ริบบิ้น เลื่อมสีต่าง ๆ ที่เย็บกระดาษ ลวดเย็บกระดาษ พลาสติกใส
แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์
เยาวราช? พาหุรัด สำเพ็ง และบางลำภู
วิธีทำ
ตลาด/แหล่งจำหน่าย
ร้านจัดดอกไม้? ร้านจำหน่ายพวงหรีด? ร้านจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในงานพิธีทางศาสนา
ข้อแนะนำ
07 กุมภาพันธ์ 2554 00:58
#664162
โคมลอย
ประวัติโคมลอย
โคมลอย หรือบางท้องถิ่นเรียกว่า ว่าวหรือ โกม ยังแยกเป็นว่าวลม คือ ใช้ปล่อยในเวลากลางวัน และว่าวไฟใช้ปล่อยเวลากลางคืนโคมลอยมีลักษณะคล้ายลูกบอลลูน วัตถุประสงค์
ในการปล่อยโคมลอยโดยทั่วไปแล้วชาวบ้านจะมีความเชื่อกันคือ
1. เพื่อทำเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชาสังฆบูชา
2. เพื่อให้โคมนั้นช่วยนำเอาเคราะห์ร้าย ภัยพิบัติต่างๆ ให้หายไปจากหมู่บ้าน
3. เพื่อความสนุกสนานรื่นเริงในเทศกาลต่างๆ
วิธีทำ
การทำโคมลอยนั้นในแต่ละหมู่บ้านก็จะมีคนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำ การทำโคมจะ
ร่วมกันทั้งหมู่บ้าน เมื่อรู้ข่าวว่าจะมีการปล่อยโคม ก็จะประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ชาวบ้าน ต่างก็จะเอากระดาษที่เรียกกันว่า กระดาษว่าว มีสีต่างๆ กันหลายสีมารวมกันที่วัด ช่วยกันทำ โดยจะมีเจ้าตำรับหรือชาวบ้านจะเรียกว่า “เจ้าต่ำฮา” ได้กล่าวไว้ว่า จะใช้กระดาษเนื้อบาง ติดประกอบกันเป็นรูปทรงต่าง ๆ ส่วนใหญ่ทำเป็นลักษณะของถุงลมก้นใหญ่ วงปากแคบ กระดาษที่ใช้ทำนั้น จะใช้กระดาษสีเดียวหรือหลาย สี ก็ได้ แล้วแต่ความพอใจ ในสมัยก่อนนิยมมาช่วยกันทำที่วัด เพราะต้องใช้ สถานที่ทำเป็นลานกว้าง (เจ้าตำรา) เป็นคนคอยควบคุมดูแลให้เป็นไปตามตำรา ต่างก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือจนเสร็จ
วิธีปล่อย
เมื่อทำเสร็จแล้วก็ต้องรอฤกษ์ในการปล่อย จนกระทั่งได้เวลาเหมาะแล้วก็จะช่วยกัน บ้างก็ถือไม้ค้ำยันไว้ เพื่อให้โคมลอยทรงตัวได้ อีกพวกหนึ่งก็เอาเชื้อเพลิงซึ่งจะใช้ผ้าชุบน้ำมันยางเผาหรือใช้ชัน ซึ่งเรียกกันว่า ขี้ขะย้า เผาเพื่อให้เกิดควัน นอกนั้นอยู่รอบๆ โดยเฉพาะพวกเด็กๆ จะมาห้อมล้อมดูด้วยความสนใจ บางทีก็จะมีกองเชียร์คือ กลองซิ่งม่องตีกันอย่างสนุกสนาน เมื่ออัดควันเข้าเต็มที่แล้วก็จะปล่อยขึ้นไปก็จะมีเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหว กลองเชียร์ก็เร่งเร้าทำนองกลองให้ตื่นเต้นเร้าใจ
การปล่อยว่าวหรือโคมลอยนี้ ชาวบ้านมีความเชื่อกันว่า เพื่อให้ว่าวได้นำเอาเคราะห์ร้ายภัยพิบัติต่าง ๆ ออกไปจากหมู่บ้าน ดังนั้นว่าวหรือโคมลอยที่ปล่อยขึ้นไป ถ้าไปตกในบ้านใครบ้านนั้นต้องจะทำพิธีสะเดาะเคราะห์เพื่อล้างเสนียด จัญไรทั้งปวงออกไป นอกจากนี้ ยังถือกันว่าเป็นการทำเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเพื่อความสนุกสนาน สร้างความสามัคคีในหมู่บ้านอีกด้วยในปัจจุบันนี้ ก็ได้เริ่มนำเอาโคมลอยมาปล่อยในประเพณีสำคัญ ๆ เช่น งานล่องสะเปา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา งานลอยกระทง และงานที่เป็นสิริมงคลและอวมงคล
07 กุมภาพันธ์ 2554 17:26
#664388
นางสาวโสภิชชา มะลิวัลย์
รหัส 534302044
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
วิชาเอกภาษาอังกฤษ
ข้าวหมาก
ข้าวหมากเป็นอาหารหมักพื้นบ้านของไทย ทำจากข้าวเหนียวทั้งข้าวเหนียวธรรมดา และข้าวเหนียวดำ แต่ปัจจุบันมักไม่ค่อยเห็นข้าวหมากจากข้าวเหนียวดำ
การทำข้าวหมากถือเป็นการถนอมอาหารวิธีหนึ่งเนื่องจากยีสต์จะทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับจุลินทรีย์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในอาหาร ทำให้จุลินทรีย์ไม่สามารถเพิ่มจำนวน ช่วยชะลอการเน่าเสียของอาหาร
ในการทำข้าวหมากจะต้องใช้ลูกแป้งข้าวหมาก ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนแป้งครึ่งวงกลม สีขาวนวล น้ำหนักเบา ในลูกแป้งข้าวหมากจะมีเชื้อรา สกุล Mucor sp., Amylomyces sp. ซึ่งสามารถสร้างเอนไซม์อมิเลสออกมาย่อยแป้งในข้าวเหนียวให้เป็นน้ำตาล
น้ำตาลหรือน้ำหวานที่ได้จากการย่อยข้าวเหนียวนี้ เรียกว่า น้ำต้อย โดยในระยะแรกช่วงวันที่ 1 และ 2 น้ำต้อยยังไม่ค่อยหวานจัด เพราะแป้งยังถูกย่อยไม่สมบูรณ์ จะเริ่มหวานจัดประมาณวันที่ 3 และถ้าหมักไว้นานสัปดาห์จะมีกลิ่นเหล้าอ่อน ๆ เนื่องจากมียีสต์บางชนิด เช่น ยีสต์ในสกุล Sacchacomyces sp., ที่หมักน้ำตาลในข้าวหมากกลายเป็น แอลกอฮอล์ ดังนั้นจึงควรเก็บข้าวหมากไว้ในตู้เย็นเมื่อหมักได้ที่แล้ว
วิธีการทำข้าวหมาก
มีวัตถุดิบ ดังนี้
1. ข้าว นิยมใช้ข้าวเหนียวอย่างดีไม่มีเมล็ดข้าวหักปน
2. ลูกแป้งข้าวหมาก หาซื้อได้ตามตลาดทั่วๆไป ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการทำข้าวหมาก ลักษณะเป็นก้อนแป้งครึ่งวงกลม สีขาวนวล น้ำหนักเบา เห็นเส้นใยเชื้อราเกาะที่แป้ง ควรเลือกซื้อลูกแป้งข้าวหมากที่ทำเสร็จใหม่ๆ เพราะถ้าเก่า ลูกแป้งจะมีเชื้ออื่นที่ไม่ต้องการปะปน ทำให้ข้าวหมากไม่มีคุณภาพ สังเกตได้จากสีของลูกแป้งจะเริ่มเป็นสีเหลืองออกน้ำตาล บางครั้งอาจเห็นราดำขึ้นเป็นจุดๆ
ส่วนประกอบที่สำคัญของลูกแป้ง ได้แก่ เครื่องเทศ น้ำ และแป้ง เชื้อลูกแป้งแต่ละเจ้าจะมีสูตรการทำลูกแป้งแตกต่างกันออกไป
น้ำ ต้องเป็นน้ำสะอาด อาจเป็นน้ำฝน หรือน้ำบาดาลก็ได้
ภาชนะสำหรับใส่ข้าวหมาก อาจเป็นโหลแก้ว ไห กล่องพลาสติกก็ได้
ขั้นตอนการทำข้าวหมาก
1. นำข้าวเหนียวแช่น้ำค้างคืนหรืออย่างน้อย 3 ชั่วโมง
2. นึ่งข้าวเหนียวให้สุกพอดีอย่าให้เมล็ดข้าวบาน เพราะเมื่อนำไปทำข้าวหมากจะเละไม่สวย
3. ผึ่งข้าวที่นึ่งเสร็จให้เย็นในภาชนะที่สะอาด
4. ล้างเมล็ดข้าวด้วยน้ำสะอาดหลายๆครั้ง จนกว่าจะหมดยางข้าว (อาจใช้น้ำสารส้มหรือน้ำปูนใสเพื่อให้เมล็ดข้าว รัดตัว ร่วนไม่เกาะกัน
5. เกลี่ยข้าวให้กระจาย ทิ้งให้สะเด็ดน้ำ
6. โรยแป้งข้าวหมากที่บดละเอียดบนข้าวให้สม่ำเสมอ โดยใช้อัตราส่วน ลูกแป้ง 1 ลูกต่อข้าว 1 กิโลกรัม คลุกเคล้า ให้เข้ากันเบาๆ
7. นำไปใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ อย่ากดข้าวให้แน่น เพราะเชื้อจะขึ้นไม่ดี ปิดภาชนะให้มิดชิด ไว้ในที่เย็น ไม่ควรโดนแดด
8. ใช้เวลา 2-3 วันจะได้ข้าวหมากที่มีเม็ดข้าวนุ่ม หอม มีน้ำซึมออกมา พร้อมกินได้
ดร.ชื่นจิต ประกิตชัยวัฒนา อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ข้าวหมาก (ข้าวหมัก) เป็นผลิตภัณฑ์จากข้าวที่อยู่คู่สังคมไทยมานาน คนโบราณกล่าวว่าผู้หญิงควรกินข้าวหมาก เพราะข้าวหมากเป็นยาร้อนจะช่วยบำรุงเลือดลมของสตรี ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งไม่เป็นสิวฝ้า
ปัจจุบันพบว่าข้าวหมากมีธาตุสังกะสีมากช่วยลดการเกิด และรักษาสิว อีกทั้งทำให้การเจริญเติบโตของเด็กดีขึ้น ในผู้ใหญ่ ก็เช่นกัน ถ้าเป็นไข้ผอมแห้งมักจะแนะนำให้กินข้าวหมากกับน้ำต้มเคี่ยวของแก่นขี้เหล็กและเพิ่มข้าวหมากลงไปผสมอีก
"ข้าวหมาก" นอกจากจะเป็นอาหารประกอบงานมงคลแล้ว บางท้องถิ่นนำข้าวหมากมาใช้เป็นเครื่องปรุงแต่งรสให้กับอาหารอีกหลายชนิด เช่น ปล่าเจ่า ด้วยการหมักปลาใส่เกลือแล้วนำไปคลุกกับข้าวหมากและใส่ไหหมัก 15 วัน จะได้รสชาติปลาเจ่าเปรี้ยว เค็ม นำมาหลนหรือทอดกินได้
ภูมิปัญญาการใช้โพรไบโอติกรักษาโรคและส่งเสริมสุขภาพนี้เป็นวัฒนธรรมร่วมของคนตะวันออก เช่น ญี่ปุ่นมีนัตโต (ถั่วหมักจุลินทรีย์ มียางเหนียวๆ) เกาหลีมีกิมจิ อินเดียมีโยเกิร์ต ซึ่งปัจจุบันมีโพรไบโอติกสำเร็จรูปจำหน่ายแพร่หลายในตลาดโลก
07 กุมภาพันธ์ 2554 20:33
#664542
กระดาษสาภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระดาษสา
กลุ่มสตรีสหกรณ์กระดาษสา ตำบลบ้านแยง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน อพป. อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ข้าวโพดตามฤดูกาล ประกอบกับใน ปี 2535 ต้องการจะส่งหมู่บ้านเข้าประกวดเป็นหมู่บ้านพัฒนาตัวอย่าง อบต.ตำบลบ้านแยง จึงได้จัดอบรมเกี่ยวกับการส่งเสริมอาชีพและพาไปศึกษาดูงานที่จังหวัดน่าน เกี่ยวกับการทำกระดาษสา เนื่องจากในเขตหมู่บ้านมีต้นปอสาที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติจำนวนมาก จึงได้ทดลองนำปอมาทำกระดาษ โดยอาศัยความรู้จากการไปดูงานมา ต่อมาได้นำแผ่นกระดาษไปหารือกับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก และได้รับการแนะนำให้ไปเข้ารับการอบรมการทำกระดาษสาจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่
วิธีตัดต้นปอสา
การ ตัดต้นสาสูงจากพื้นประมาณ 30 เซนติเมตรแบ่งออกเป็นท่อนๆท่อนละประมาณ 150 เซนติเมตร ต้องไม่มีใบแขนงกิ่งหรือรากติดมา
การลอกเปลือกปอสา
การลอกเปลือกสามีอยู่ 2 วิธี
1. การลอกเปลือกสาดิบ
2. การลอกเปลือกสาสุก(การเผาหรือการนึ่ง)
วัสดุอุปกรณ์ในการทำกระดาษสา
1. เปลือกปอสาแห้ง
2. น้ำ
3. ผงฟอกสีหรือคลอรีนหรือไฮโดรเจน
4. โซดาไฟ
5.สีย้อมเยื่อสาหรือสีย้อมบาติกหรือสีย้อมกระดาษ
6.เกลือแกง
อุปกรณ์การทำเยื่อสาและกระดาษสา
1. ถังและเตาต้มเยื่อสา
2. ถังล้างเยื่อสา
3. ถังฟอกสีเยื่อสา
4. เครื่องโม่เยื่อสา
5. ถังน้ำตื้น
6. ตะแกรง
ขั้นตอนการทำกระดาษสาแบบพื้นบ้าน
1. นำกิ่งสาลนไฟ
2. ขูดผิวด้านนอกออก
3. ลอกเปลือก
4. นำเปลือกสาแช่น้ำ ประมาณ 6-8 ชั่วโมง
5. ต้มด้วยขี้เถ้าหรือโซดาไฟ ประมาณ 4-6 ชั่วโมง
6. ล้างน้ำ
7. ฟอกขาว (แช่คลอรีน) ประมาณ 6-8 ชั่วโมง
8. ล้างน้ำ
9. ทุบเยื่อด้วยท่อนไม้หรือฆ้อนไม้
10. ทำแผ่นหรือตักช้อนหรือวิธีแตะ
11. ตากแดดหรือผิงไฟ
12. ลอกแผ่นจากตะแกรง
ขั้นตอนการทำกระดาษสาแบบปัจจุบัน
1. แช่เปลือกสา 24 ชั่วโมง
2. การต้มมี 2 วิธี
2.1. ต้มโดยใช้ขี้เถ้า ประมาณ 3-6 ชั่วโมง
2.2. ต้มโดยใช้โซดาไฟ ประมาณ 50 นาที
3. การฟอกสีใช้แคลเซียมไฮเบอร์คลอไรด์ 1 ขีด
ต่อเยื่อสา 5 กิโลกรัม นาน 30 นาที แล้วล้าง
น้ำให้สะอาด
4. นำเยื่อสาไปโม่ด้วยเครื่อง
5. การแตะเยื่อสามีตะแกรงมุ้งลวดขนาดเท่ากระดาษมีอยู่ 2 ขนาด
คือ ขนาดกว้าง 60 ซม. ยาว 80 ซม. และขนาดกว้าง
46 ซม. ยาว 56 ซม. นำตะแกรงวางบนถังน้ำขนาดกว้าง 80 ซม.
ยาว 1 ม. สูง 40 ซม. แล้วนำเยื่อสาประมาณ 2 ขีด หรือแล้วแต่ความ
ต้องการใช้มือเกลี่ยแล้วแตะให้กระจายทั่วตะแกรงแล้วยกตะแกรงผึ่งแดด
6. ผึ่งแดด 1 วันแล้วลอกกระดาษออกจากตะแกรง
07 กุมภาพันธ์ 2554 20:34
#664544
กระดาษสาภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระดาษสา
กลุ่มสตรีสหกรณ์กระดาษสา ตำบลบ้านแยง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน อพป. อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ข้าวโพดตามฤดูกาล ประกอบกับใน ปี 2535 ต้องการจะส่งหมู่บ้านเข้าประกวดเป็นหมู่บ้านพัฒนาตัวอย่าง อบต.ตำบลบ้านแยง จึงได้จัดอบรมเกี่ยวกับการส่งเสริมอาชีพและพาไปศึกษาดูงานที่จังหวัดน่าน เกี่ยวกับการทำกระดาษสา เนื่องจากในเขตหมู่บ้านมีต้นปอสาที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติจำนวนมาก จึงได้ทดลองนำปอมาทำกระดาษ โดยอาศัยความรู้จากการไปดูงานมา ต่อมาได้นำแผ่นกระดาษไปหารือกับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก และได้รับการแนะนำให้ไปเข้ารับการอบรมการทำกระดาษสาจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่
วิธีตัดต้นปอสา
การ ตัดต้นสาสูงจากพื้นประมาณ 30 เซนติเมตรแบ่งออกเป็นท่อนๆท่อนละประมาณ 150 เซนติเมตร ต้องไม่มีใบแขนงกิ่งหรือรากติดมา
การลอกเปลือกปอสา
การลอกเปลือกสามีอยู่ 2 วิธี
1. การลอกเปลือกสาดิบ
2. การลอกเปลือกสาสุก(การเผาหรือการนึ่ง)
วัสดุอุปกรณ์ในการทำกระดาษสา
1. เปลือกปอสาแห้ง
2. น้ำ
3. ผงฟอกสีหรือคลอรีนหรือไฮโดรเจน
4. โซดาไฟ
5.สีย้อมเยื่อสาหรือสีย้อมบาติกหรือสีย้อมกระดาษ
6.เกลือแกง
อุปกรณ์การทำเยื่อสาและกระดาษสา
1. ถังและเตาต้มเยื่อสา
2. ถังล้างเยื่อสา
3. ถังฟอกสีเยื่อสา
4. เครื่องโม่เยื่อสา
5. ถังน้ำตื้น
6. ตะแกรง
ขั้นตอนการทำกระดาษสาแบบพื้นบ้าน
1. นำกิ่งสาลนไฟ
2. ขูดผิวด้านนอกออก
3. ลอกเปลือก
4. นำเปลือกสาแช่น้ำ ประมาณ 6-8 ชั่วโมง
5. ต้มด้วยขี้เถ้าหรือโซดาไฟ ประมาณ 4-6 ชั่วโมง
6. ล้างน้ำ
7. ฟอกขาว (แช่คลอรีน) ประมาณ 6-8 ชั่วโมง
8. ล้างน้ำ
9. ทุบเยื่อด้วยท่อนไม้หรือฆ้อนไม้
10. ทำแผ่นหรือตักช้อนหรือวิธีแตะ
11. ตากแดดหรือผิงไฟ
12. ลอกแผ่นจากตะแกรง
ขั้นตอนการทำกระดาษสาแบบปัจจุบัน
1. แช่เปลือกสา 24 ชั่วโมง
2. การต้มมี 2 วิธี
2.1. ต้มโดยใช้ขี้เถ้า ประมาณ 3-6 ชั่วโมง
2.2. ต้มโดยใช้โซดาไฟ ประมาณ 50 นาที
3. การฟอกสีใช้แคลเซียมไฮเบอร์คลอไรด์ 1 ขีด
ต่อเยื่อสา 5 กิโลกรัม นาน 30 นาที แล้วล้าง
น้ำให้สะอาด
4. นำเยื่อสาไปโม่ด้วยเครื่อง
5. การแตะเยื่อสามีตะแกรงมุ้งลวดขนาดเท่ากระดาษมีอยู่ 2 ขนาด
คือ ขนาดกว้าง 60 ซม. ยาว 80 ซม. และขนาดกว้าง
46 ซม. ยาว 56 ซม. นำตะแกรงวางบนถังน้ำขนาดกว้าง 80 ซม.
ยาว 1 ม. สูง 40 ซม. แล้วนำเยื่อสาประมาณ 2 ขีด หรือแล้วแต่ความ
ต้องการใช้มือเกลี่ยแล้วแตะให้กระจายทั่วตะแกรงแล้วยกตะแกรงผึ่งแดด
6. ผึ่งแดด 1 วันแล้วลอกกระดาษออกจากตะแกรง
07 กุมภาพันธ์ 2554 21:23
#664609
ชาวใต้มีความเชื่อในเทศกาลวันสารท เดือนสิบ จะทำบุญด้วยขนมที่มีเฉพาะในท้องถิ่นภาคใต้เท่านั้น เช่น ขนมลาเป็นขนมสำคัญหนึ่งในห้าชนิดที่ใช้สำหรับจัดหฺมฺรับเพื่อนำไป ถวายพระสงฆ์ในงานประเพณีบุญสารทเดือนสิบ ซึ่งเป็นงานบุญประเพณีที่สำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราชโดยอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับ ชาวนครศรีธรรมราชปรุงขนมลาขึ้นเพื่อเป็นเสมือนแพรพรรณเสื้อผ้าขนมลาเป็นขนมไทยทางภาคใต้ชนิดหนึ่ง ชื่อของขนมลา อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูคุ้นตาบุคคลโดยทั่วไปมากนัก เนื่องจากแปลกทั้งชื่อและรูปแบบ เพราะเป็นขนมพื้นบ้านของท้องถิ่น อาจจะรู้จักกันเพียงคนภาคใต้โดยเฉพาะ จังหวัดนครศรีธรรมราช แหล่งที่ทำขนมลากันมากนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่ได้มีการบันทึกเอาไว้มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย คือขนมลาบ้านศรีสมบูรณ์(หอยราก ) ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช
ชุมชนบ้านศรีสมบูรณ์ อยู่ในเขตชุมชนชนบท คือหมู่ที่ 2 บ้านศรีสมบูรณ์ ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช อาชีพของประชาชนส่วนใหญ่คือการทำขนมลา ซึ่งเริ่มทำมาประมาณ 70-80 ปี ชุมชนนี้มีชื่อเสียงด้านการทำขนมลาเก่งและมีรสชาติอร่อยมากสืบทอดมาถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันขนมลาบ้านศรีสมบูรณ์เป็นสิ้นค้าที่ทำรายได้ให้กับชุมชนและยังเป็นสินค้าOTOP ของตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง เครื่องใช้เฉพาะ
ไข่ต้มใช้เฉพาะไข่แดง 1 ฟอง
กะลาหรือกระป๋องเจาะรูเล็ก ๆถี่ ๆ สำหรับโรยเส้น
ไม้แหลมสำหรับแซะขนม 2 อัน
กระทะก้นแบน (ถ้าไม่มีใช้กระทะก้นมนได้)
วิธีการทำ
1. นำข้าวสารเจ้าและข้าวสารเหนียว ใส่ชามรวมกันซาวรวม กันให้ สะอาด แช่น้ำไว้ 3 ชั่วโมง
2. สงข้าวใส่ตะกร้าที่รองด้วยใบมะละกอ แล้วปิดด้วยใบ มะละกอ เช่น เดียวกัน วางตะกร้าในที่ร่ม ใช้น้ำราดเข้าเย็น
ทุกวัน เพื่อให้ ข้าวเปื่อยยุ่ยทิ้งไว้ 3 วัน
3. นำข้าวใส่ครกตำให้ละเอียด หรือจะใช้โม่โม่ให้ละเอียดก็ได้ เมื่อละเอียดแล้วเติมน้ำ คนให้แป้งกระจายตัว กรองด้วยผ้า
ขาวบาง แล้วตั้งทิ้งไว้ให้แป้งนอนก้น รินน้ำใสข้างบนออก ทิ้งไป ส่วนแป้งนั้นให้ใส่ห่อผ้าทับน้ำต่อจนแห้ง
4. เชื่อมน้ำตาลทรายและน้ำตาลปี๊บกับน้ำเล็กน้อย ให้เป็น น้ำเชื่อม ข้น ๆ วางพักไว้ให้เย็น
5. เติมน้ำเชื่อมลงในแป้งทีละน้อย นวดให้เข้ากัน ควร นวดนาน ๆ ประมาณ 20 นาที เติมน้ำเชื่อมต่อจนแป้งเหลว
เมื่อยกมือขึ้น แป้งจะไหลเป็นสายไม่ขาดก็ใช้ได้
6. ตั้งกระทะบนไฟอ่อน ๆ ใชไข่แดงต้มผสมน้ำมันเช็ดกระทะ ให้ ทั่วเพื่อป้องกันขนม ติดกระทะ ถ้าขนมไม่ติดกระทะ
แล้วใช้ น้ำมันเช็ดกระทะเพียงอย่างเดียว
7. เมื่อกระทะร้อน ตักแป้งใส่กะลา โรยเส้นลงบนกระทะโดย ส่ายกะลาให้เป็นวงกลม เมื่อเส้นซ้อนหนาพอควรจึงหยุด โรยพอ
8. เส้นสุกออกสีเหลืองนวล ใช้ไม้แซะพับเป็นรูปสี่เหลี่ยม นำขึ้นจากกระทะ
หมายเหตุ
1. ก่อนตักแป้งใส่กะลาให้คนแป้งเสียก่อนทุกครั้ง ถ้าแป้งนอนก้นเส้นจะขาดได้
2. ถ้าขนมหวานจัดเกินไปเส้นจะขาดขณะที่โรยได้เช่นเดียวกัน
กลเม็ดเคล็ดลับ
ขนมลาจะมีเส้นเล็กละเอียดไขว้ซ้อนกันไปมา เกิดเป็นร่าง แหบาง ๆ แลดูคล้ายใยไหม ขนมที่ทำเสร็จใหม่ ๆ จะกรอบนุ่ม ๆ
ถ้าวางไว้ในอากาศหลายชั่วโมงจะเหนียวขึ้น ถ้าชอบกรอบให้นำ ไปผึ่งแดดให้กรอบแล้วเก็บใส่ภาชนะไว้ รสหวานอ่อน ๆ
07 กุมภาพันธ์ 2554 21:23
#664610
เห็ดนางฟ้าจังหวัดกำแพงเพชร
เห็ดนางฟ้ามีรูปร่างลักษณะคล้ายคลึงกับเห็ดนางรม เห็ดทั้งสองชนิดนี้จัดอยู่ในวงศ์ เดียวกัน ชื่อ "เห็ดนางฟ้า" เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นในเมืองไทย คนไทยบางคนเรียกว่า เห็ดแขก พบขึ้นตามธรรมชาติบนตอไม้เนื้ออ่อนที่กำลังผุ บริเวณเชิงเขาชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Pleurotus sajor-caju (Fr.) Singer
ลักษณะของดอกเห็ดนางฟ้า มีลักษณะคล้ายกับดอกเห็ดเป๋าฮื้อ และดอกเห็ดนางรม เมื่อเปรียบเทียบกับเห็ดเป๋าฮื้อ ดอกเห็ดนางฟ้าสีจะอ่อนกว่า และมีครีบอยู่ชิดกันมากกว่า เห็ดนางฟ้าสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นนานได้หลายวัน เช่นเดียวกับเห็ดเป๋าฮื้อ เนื่องจากเห็ดชนิดนี้ไม่มีการย่อตัวเหมือนกับเห็ดนางรม ด้านบนของดอกจะมีสีนวลๆ ถึงสีน้ำตาลอ่อน เห็ดนางฟ้ามีรสอร่อย เวลานำไปปรุงอาหารจะมีกลิ่นชวนรับประทาน เห็ดชนิดนี้สามารถนำไปตากแห้ง เก็บไว้เป็นอาหารได้ เมื่อจะนำเห็ดมาปรุงอาหาร ก็นำไปแช่น้ำเห็ดจะคืนรูปเดิมได้
วงจรชีวิตของเห็ดนางฟ้า
เห็ดนางฟ้าก็เป็นแบบเห็ดทำลายไม้ทั่ว ๆ ไป คือมีชีวิตอยู่ข้ามฤดูอัตคัด ด้วยคลามีโดสปอร์ในท่อนไม้ พอถึงฤดูชุ่มชื้นก็งอกออกมาเป็นเส้นใย แล้วสร้างดอกเห็ดขึ้น ปล่อยสปอร์ลอยไป สปอร์งอกเป็นเส้นใยแล้วเจริญไปบนอาหารจนสร้างดอกเห็ดอีก วนเวียนไปอย่างนี้
1. ดอกเห็ดนางฟ้าเมื่อโตเต็มที่จะสร้างสปอร์บริเวณครีบ โดยการปล่อยสปอร์เมื่อแก่ออกเป็นระยะ ๆ
2. เมื่อดอกเห็ดปล่อยสปอร์ออกมาแล้ว สปอร์ก็ปลิวไปตามกระแสลม
3. เมื่อสปอร์ปลิวไปตกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ก็จะงอกออกมาเป็นเส้นใยขั้นต้นมี 1 นิวเคลียส
4. เส้นใยขั้นที่แรก เมื่อเจริญเต็มที่แล้ว ก็จะมารวมตัวกัน ซึ่งอาจมาจากต่างสปอร์กัน การรวมตัวของเส้นใยขั้นที่แรก จะเป็นการเชื่อมกันแล้วถ่ายทอดนิวเคลียสมาอยู่ในเซลเดียวกัน กลายเป็นเส้นใยขั้นที่ 2
5. หลังจากเส้นใยขั้นที่แรก รวมตัวกันเป็นเส้นใยขั้นที่2แล้ว ก็จะเจริญเติบโตและสร้างเส้นใยเห็ดแทนเส้นใยขั้นที่แรก อย่างรวดเร็วบนอาหาร
6. เมื่อเส้นใยขั้นที่ 2 เจริญบนอาหารและโตเต็มที่แล้ว จะสะสมอาหารแล้วรวมตัวกันอีกครั้งเพื่อสร้างดอกเห็ดต่อไป
7. ดอกเห็ดนางฟ้าที่เกิดจากการรวมตัวของเส้นใยเห็ดขั้นที่ 2
ขั้นตอนการเพาะเห็ดนางฟ้า
การเพาะเห็ดนางฟ้ามีระบบการผลิตแยกชัดเจนได้เป็น 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
1) การผลิตเชื้อวุ้น
2) การทำหัวเชื้อเห็ด
3) การผลิตเชื้อถุงหรือก้อนเชื้อ
4) การเพาะให้เกิดเป็นดอกเห็ด
การลงทุนจะมากในขั้นตอนที่ 1 - 3 ส่วนขั้นที่ 4 คือการผลิตดอกเห็ด จะทำขนาดเล็กใหญ่เท่าใดก็ได้ ไม่ต้องลงทุนมาก หรือจะดัดแปลงจากโรงเรือนอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว และที่วางอยู่มาใช้ได้ และในขั้นตอนนี้ ผู้ที่ต้องการเพาะจะทำครบทุกขั้นตอนเลยก็ได้ หรืออาจจะทำเป็นบางขั้นตอน เช่น จะทำเฉพาะหัวเชื้อเห็ด โดยการนำก้อนเชื้อที่ทำสำเร็จรูปแล้วมาเปิดออก รดน้ำให้เกิดดอกเห็ดเลยก็ได้ ซึ่งระบบการตั้งฟาร์มเห็ด ได้รับการแนะนำให้ทำเป็นขั้น ๆ ดังต่อไปนี้
1. เริ่มเรียนรู้วิธีการกินเห็ด เราจะทำธุรกิจเห็ดต้องกินเห็ดเก่ง ต้องปรุงอาหารจากเห็ดหลายชนิด ทำให้อร่อยด้วย สามารถแนะนำผู้ซื้อเห็ดไปปรุงเองได้อย่างมั่นใจ เช่นนี้ทำให้เราพร้อมต่อการขายเห็ด
2. ผลิตดอกเห็ดขาย 90% ของฟาร์มเห็ดที่ทำอยู่เริ่มจากวิธีนี้ โดยทำโรงเรือนขนาดย่อมๆ เพื่อใช้เพาะเอาดอกเห็ด ซื้อถุงเชื้อจากฟาร์มมาผลิตดอก โดยหาความชำนานและความรู้ไปเรื่อยๆ จนเชี่ยวชาญ ขั้นนี้อย่าเพิ่งลงทุนทำถุงเชื้อเอง ให้ซื้อถุงเชื้อจากฟาร์มที่ทำขายดีกว่า เริ่มจากน้อยๆ ทยอยทำได้เห็ดมาก็นำไปขายตลาด ขายเองหรือส่งแม่ค้าก็ได้ ขยายตลาดดอกเห็ดเพิ่มมากขึ้นไปเป็นลำดับ จนตลาดใหญ่ขึ้นและสม่ำเสมอดีแล้วจึงคิดผลิตถุงเชื้อ แต่ถ้าตลาดไปไม่ได้ก็หยุดแค่นั้นไม่ขาดทุนมาก
3. ผลิตถุงเชื้อเห็ด ถ้าตลาดรับซื้อเห็ดและถุงเชื้อมากพอ จึงตั้งหน่วยผลิตถุงเชื้อได้ แต่ถ้าคำนวณว่าซื้อถุงถูกกว่าผลิตเองก็ไม่ควรทำ ควรไปดูฟาร์มทำถุงเชื้อหลาย ๆ ฟาร์ม แล้วมาคำนวณว่าเครื่องมือและวิธีการแบบใดดีที่สุด เตรียมการเอาคนคุมงานไปฝึกงานในฟาร์ม หรือติดต่อจ้างคนชำนาญในฟาร์มเก่ามาทำฟาร์มใหม่ ขั้นตอนนี้ก็ควรซื้อเชื้อข้าวฟ่าง ยังไม่ควรทำเอง การลงทุนขนาดเล็กจะใช้หม้อต้มไอน้ำต่างหาก (สตีมเม่อร์) แล้วต่อท่อมาอบถุงขี้เลื่อยในอีกหม้อต่างหาก ถ้างานนี้มากขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นสมควร แล้วค่อยผลิตเชื้อข้างฟ่างและซื้อวุ้นต่อไป
4. ผลิตเชื้อวุ้นและเชื้อข้าวฟ่าง เริ่มทำเมื่องานฟาร์มมีขนาดใหญ่มาก สำหรับระยะ 1 - 2 ปี ที่ผ่านมานั้น ถ้ายังไม่ทำเชื้อวุ้นและเชื้อข้าวฟ่างมาก่อน ก็ไม่ควรทำขึ้นใหม่ มีผู้ทำขายมากอยู่แล้ว ซื้อเขาใช้ดีกว่า นอกจากจะห่างไกลซื้อยากจริงๆ แล้วต้องใช้มากจึงค่อยทำ
07 กุมภาพันธ์ 2554 22:19
#664665
ภูมิปัญญาท้องถิ่นลูกประคบสมุนไพร เป็นของจังหวัดพิษณุโลกนี่เองค่ะ ตำบลปากโทก อ.เมือง จ.พิษณุโลก
การทำลูกประคบสมุนไพร คือ การใช้สมุนไพรหลายๆ อย่างมาห่อรวมกัน ส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย โดยนำมานึ่งให้ร้อนประคบบริเวณปวดหรือเคล็ดขัดยอกงัยละท่าน….อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตได้ดีเยี่ยม ด้วยศาสตร์แห่งการคิดค้นที่สามารถนำสารสำคัญในสมุนไพรมาช่วยในการดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้อีกด้วย ประโยชน์ของลูกประคบโดยรวมก็ ช่วยรักษาอาการเคล็ด ขัด ยอก และลดปวดได้
ตัวยาที่นิยมใช้ทำลูกประคบ (ลูกประคบ 2 ลูก) สาเหตุที่ทำ 2 ก็เพราะเอาไว้เปลี่ยนเวลานำอีกลูกขึ้นนึ่งนั่นเอง จะได้ไม่ต้องรอ…
1. ไพล (500 กรัม) แก้ปวดเมื่อย ลดการอักเสบ
2. ผิวมะกรูดถ้าไม่มีใช้ใบแทนได้ (200 กรัม) มีน้ำมันหอมระเหย แก้ลมวิงเวียน
3. ตะไคร้บ้าน (100 กรัม) แต่งกลิ่น
4. ใบมะขาม (300 กรัม) แก้อาการคันตามร่างกาย ช่วยบำรุงผิว
5. ขมิ้นชัน (100 กรัม) ช่วยลดการอักเสบ แก้โรคผิวหนัง
6. เกลือ (1 ช้อนโต๊ะ) ช่วยดูดความร้อนและช่วยพาตัวยาซึมผ่าน ผิวหนังได้สะดวกขึ้น
7. การบูร (2 ช้อนโต๊ะ) แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ
8. ใบส้มป่อย (100 กรัม) ช่วยบำรุงผิว แก้โรคผิวหนัง ลดความดัน
9. ใบเป้า
อุปกรณ์การทำลูกประคบ
1. ผ้าดิบสำหรับห่อลูกประคบ ขนาด กว้าง 35 x ยาย 35 เซนติเมตร 2 ผืน (เอาไว้ห่อนั่นละ)
2. เชือก หรือ หนังยาง
3. ตัวยาที่ใช้ทำลูกประคบ
4. หม้อสำหรับนึ่งลูกประคบ
5. จานหรือชามอลูมิเนียมเจาะรู (เพื่อให้ไอน้ำผ่านได้) รองลูกประคบ
วิธีการทำลูกประคบ
1. หั่นหัวไพล ขมิ้นชัน ต้นตะไคร้ ผิวมะกรูด ตำมะกรูด ตำพอหยาบๆ ตำพอหยาบๆ (เวลาประคบจะได้ไม่ระคายเคือง)
2. นำใบมะขาม ใบส้มป่อย (เฉพาะใบ) ผสมกับสมุนไพรข้อ 1 เสร็จ แล้วให้ใส่เกลือ การบูร คลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน แต่อย่าแฉะจนเป็นน้ำเด้อ…
3. แบ่งตัวยาที่เรียบร้อยแล้ว ใส่ผ้าดิบห่อเป็นลูกประคบประมาณลูกส้มโอ รัดด้วยเชือกให้แน่น (ลูกประคบเวลาถูกความร้อนยาสมุนไพรจะฝ่อลง ให้รัดใหม่ให้แน่นเหมือนเดิม)
4. นำลูกประคบที่ได้ไปนึ่งในหม้อนึ่ง ใช้เวลานึ่งประมาณ 15-20 นาที
5. นำลูกประคบที่รับความร้อนได้ที่แล้วมาประคบคนไข้ที่มีอาการต่างๆ โดยสับเปลี่ยนลูกประคบ
วิธีการประคบ
1. จัดท่าคนไข้ให้เหมาะสม เช่น นอนหงาย นั่ง นอนตะแครง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่จะทำการประคบสมุนไพร
2. นำลูกประคบที่รับร้อนได้ที่แล้วมาประคบบริเวณที่ต้องการประคบ (การทดสอบความร้อนของลูกประคบคือ แตะที่ท้องแขนหรือหลังมือ)
3. ในการวางลูกประคบบนผิวหนังคนไข้โดยตรงในช่วงแรกๆ ต้องทำด้วยความเร็ว ไม่วางแช่นานๆ เพราะคนไข้จะทนร้อนไม่ได้มาก
4. เมื่อลูกประคบคลายความร้อนลงก็สามารถเปลี่ยนลูกประคบอีกลูกหนึ่งแทน (นำลูกเดิมไปนึ่งต่อ) ทำซ้ำตามข้อ 2,3,4
ประโยชน์ของการประคบ (จากตัวยาสมุนไพรและความร้อน)
1. บรรเทาอาการปวดเมื่อย
2. ช่วยลดอาการบวม อักเสบของกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อหลัง 24-48 ชั่วโมง
3. ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
4. ช่วยให้เนื้อเยื่อ พังผืด ผืดตัวออก
5. ลดการติดขัดของข้อต่อ
6. ลดอาการปวด
7. ช่วยเเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต
ประโยชน์ของการประคบ (จากตัวยาสมุนไพรและความร้อน)
1. บรรเทาอาการปวดเมื่อย
2. ช่วยลดอาการบวม อักเสบของกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อหลัง 24-48 ชั่วโมง
3. ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
4. ช่วยให้เนื้อเยื่อ พังผืด ผืดตัวออก
5. ลดการติดขัดของข้อต่อ
6. ลดอาการปวด
7. ช่วยเเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต
07 กุมภาพันธ์ 2554 22:42
#664688
ภูมิปัญญาการถนอมอาหาร ของตำบลบ้านคลอง
ภูมิปัญญาที่นำเสนอนี้ เป็นภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นมาช้านานอยู่คู่กับครอบครัวคนไทย เป็นวิธีถนอมอาหารสดให้อยู่ได้นานยิ่งขึ้น เพื่อใช้รับประทานในยามอาหารขาดแคลนในสมัยก่อน และการถนอมอาหารด้วยภูมิปัญญานี้ ยังไม่มีผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะหลักการถนอมอาหารที่สำคัญ คือ การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์โดยใช้วิธีการ " ตากแดด " เพราะพลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นพลังงานสะอาด และในปัจจุบันนี้วิธีการถนอมอาหารโดยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ก็ยังมีอยู่คู่ฟ้าเมืองไทย ภายใต้แสงแดดอันร้อนระอุในทุกวันนี้
1. ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ สิ่งที่ต้องเตรียม คือ
1.1 เนื้อวัว 1 ก.ก.
( ต้องเป็นเนื้อสะโพกนะครับ เพราะจะเป็นช่วงเนื้อที่ไม่มีไขมันและยุ่ย ไม่เหนียว)
1.2 เกลือ 1 ขีด ต่อเนื้อ 1 ก.ก.
1.3 น้ำตาล 1 ขีด ต่อเนื้อ 1 ก.ก.
1.4 น้ำมัน 1 ถ้วยตวง (ใช้ 1/2 ถ้วย )
1.5 น้ำปลา 1 ถ้วยตวง (ใช้ 1/2 ถ้วย )
2. วิธีการทำ
2.1 นำเนื้อที่เตรียมไว้ มาแล่ออกเป็นชิ้นบางๆ พอสมควร
2.2 เมื่อแล่เนื้อเสร็จแล้ว นำมาคลุกเคล้ากับ ส่วนผสมที่เตรียมไว้ให้เข้ากัน โดยสังเกตจากเม็ดของน้ำตาล ต้องคลุกเคล้าจนเม็ดน้ำตาลละลายไปในเนื้อ
2.3 เมื่อส่วนผสมเข้ากันจนดีแล้ว ค่อยเติมเกลือลงไปทีละนิด แล้วแต่ความชอบเค็มมากหรือน้อยเกลือเป็นส่วนที่สำคัญมากในการทำเนื้อแดดเดียว เพราะเกลือจะช่วยดูดความชื้นออกจากเนื้อ ทำให้เนื้ออยู่ได้นานยิ่งขึ่น
2.4 หมักทิ้งไว้ประมาณ 15 - 20 นาที
2.5 นำเนื้อที่หมักไว้มาตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เมื่อครบเวลาที่กำหนด ให้กลับอีกด้านขึ้นมาแล้วทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ถึงจะเก็บได้
ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนการทำเนื้อแดดเดียวครับ เมื่อทำเสร็จแล้วก็นำมาทอดได้เลยทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ จะได้รสชาติของเนื้อแดดเดียวที่อร่อยที่สุดเลยครับ
07 กุมภาพันธ์ 2554 22:43
#664689
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านช่างฝีมือพื้นบ้าน "การทำแคน"
ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือปราชญ์ชาวบ้าน หมายถึง บุคคลที่สามารถใช้สติปัญญาของคนสั่งสมความรู้ ประสบการณ์ เพื่อการดำรงชีพ และถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่ง ไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยคงรากเหง้าแห่งคุณค่าดั่งเดิมไว้อย่างมีเอกลักษณ์ และมีศักดิ์ศรี แม้ปราชญ์ทุกคนมีหลักการ เดียวกันคือ การสืบทอดเชื่อมโยงอดีตมาใช้ในปัจจุบัน แต่วิธีการแตกต่างกัน ไม่มีรูปแบบหรือสูตรสำเร็จของการพัฒนาใด ๆ ที่ใช้เหมือนกันทุกหมู่บ้าน แต่ละท้องถิ่นมีการเชื่อมโยงหลากหลายแตกต่างกันไป ตามสภาพของหมู่บ้าน ก่อให้เกิดภูมิปัญญาท้องถิ่น เรียกว่า “ปราชญ์ชาวบ้าน” หากมีการสืบทอด และอนุรักษ์ ส่งเสริมอย่างเป็นระบบ ก็สามารถเพิ่มคุณค่าทางสังคม และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนได้อีกทางหนึ่ง
แคน เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดนตรีพื้นบ้าน วัสดุที่ใช้ในการผลิตเป็นวัสดุธรรมชาติ หาได้จากป่าใกล้บ้าน จากการปลูกในท้องถิ่น และจากการซื้อหาในท้องถิ่นที่ใกล้เคียง เช่นไม่เฮี้ะ, ไม้รวก ไม้ซาง, ซึ่งเป็นพืชตระกูลไม้ไผ่ ขี้สุตหรือชันโรง หลาบโลหะ ไม้เนื้อแข็ง(สำหรับทำปล้องแกนกลาง) ขื่อกลาง(ทำด้วยไม้ไผ่สีสุก), หินฟลอไรท์(สำหรับทำรอบลิ้น) แคนมีจำหน่ายที่บ้านลุงลา ไพรสน (ลุงลา พาเพลิน)
เลขที่ ๔๕ หมู่ที่ ๙ บ้านทุ่งเศรษฐี ตำบลนครชุม อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร การจำหน่าย
ในราคา ดังนี้ คือ แคนลูกทุ่ง(แคนเล็ก) อันละ ๑,๒๐๐.- บาท แคนลาว(แคนใหญ่) อันละ ๑,๕๐๐.- บาท
การทำจะทำได้อาทิตย์ละ ๑ อัน รายได้เฉลี่ยต่อปี ประมาณ ๓๐,๐๐๐.- บาท - ๔๐,๐๐๐- บาทต่อปี
ลักษณะการถ่ายทอด
๑. สอนบุตรหลานในครอบครัว
๒. เป็นวิทยากรภายนอก สอนด้านการทำแคน และการเป่าแคนให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้าน
ทุ่งเศรษฐี และผู้ที่สนใจในตำบลนครชุม และตำบลใกล้เคียงในเขตอำเภอเมืองกำแพงเพชร
07 กุมภาพันธ์ 2554 22:53
#664697
ไล่แมลงสาบ หนู ยุง ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นของที่ชาวบ้านพรหมพิรามใช้กันนี่แหละค่ะ
การกำจัดแมลงสาบ ในบ้านที่มักจะอยู่ตามครัว ตู้ โต๊ะ หรือตามซอกตามมุมต่างๆ เขาบอกว่าวิธีที่ได้ผลและง่ายแสนง่าย แต่คนมักไม่ทราบหรือคิดไม่ถึง นั่นก็คือใช้ " พริกไทยเม็ด " ไปวางตามจุดต่างๆ ที่แมลงสาบชอบออกมาไต่ยั้วเยี้ย หรือแอบมากินเศษอาหาร โดยวางไว้ที่ละ 4-5 เม็ดก็พอ แค่นี้ แมลงสาบได้กลิ่นก็ไม่มารบกวนแล้ว เพราะมันไม่ถูกกับกลิ่นพริกไทยเม็ด ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงให้เสียเงิน หรือเป็นอันตรายต่อคนในบ้าน พอกลิ่นหมด ก็คอยเปลี่ยนใหม่ ข้อสำคัญ ระวังเด็กเล็กในบ้านอย่าคลานไปกินเข้า
กำจัดยุงและแมลงตัวเล็กๆ ไม่ให้มารบกวนตอนอ่านหนังสือหรือทำงานตอนกลางคืน เขาให้ใช้ " การบูร " มาห่อผ้าขาว หรือไปซื้ออย่างที่เขาห่อสำเร็จมาแล้วก็ได้ จากนั้นนำมาแขวนไว้ใกล้ๆกับหลอดไฟ หรือโคมไฟ เพื่อความร้อนจากหลอด หรือโคมจะทำให้กลิ่นการบูรค่อยๆ ระเหิดออกมาอย่างรวยรินยิ่งกลิ่นออกมามากเท่าใด ยุงและแมลงก็จะบินหนี เพราะมันไม่ชอบกลิ่นการบูร แค่นี้ก็ไม่ต้องจุดยากันยุง หรือทายากันยุงให้เหนอะหนะเหนียวตัว
ขับไล่หนูชุกชุม โดยไม่ต้องฆ่าให้บาปกรรม ด้วยการนำ น้ำมันระกำ 10 ส่วน ผสมกับน้ำมันสะระแหน่อีก 90 ส่วนให้เข้ากัน แล้วเอาไปทาตามทางเดินของหนู หรือที่ๆ หนูชอบมา มันจะไม่มาอีกเลย เมื่อได้กลิ่นน้ำมันทั้งสองอย่างนี้ แต่ทางที่ดีควรจะเก็บเศษอาหารให้หมด และทำบ้านเรือนให้สะอาด อย่ารกรุงรัง เป็นดีที่สุด
07 กุมภาพันธ์ 2554 23:17
#664712
นวดแผนไทย
จะเห็นได้ว่าที่พิษณุโลกเองก็มีการนวดแผนไทยอย่างแพร่หลาย เป็นภูมิปัญญาที่มีมานาน การรักษาดังกล่าวตั้งแต่ดั้งเดิมเป็นการรักษากันเองภายในสมาชิกครอบครัว
หลายคนพบว่าการนวดแผนไทยมีประโยชน์ดังต่อไปนี้
-ผ่อนคลาย
-ช่วยลดความเครียด
-ช่วยเพิ่มการไหลเวียน
-พลังงานเพิ่มขึ้น
-ช่วงของการเคลื่อนไหวดีขึ้น
-ลดการปวดเมื่อย
ในการนวดก็จะใช้ผู้ที่มีความชำนาญในการนวดตามจุดต่างๆ ในปัจจุบันนี้ยังมีการเปิดสอนการนวดแผนไทยอย่างเป็นทางการอีกด้วย
08 กุมภาพันธ์ 2554 12:39
#664886
การทำสบู่สมุนไพร (ลองนำ สบู่ก้อนธรรมชาติ สบู่เกิดจากการทำปฏิกิริยาของไขมัน ด่าง และน้ำที่อุณหภูมิพอเหมาะ ผู้ผลิตต้องศึกษาคุณสมบัติของส่วนประกอบแต่ละชนิดก่อนเริ่มตั้งสูตร และลงมือผลิต นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังสามารถเติมส่วนผสมเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มคุณภาพของสบู่ เช่น น้ำนมแพะ น้ำนมวัว หรือสมุนไพร เป็นต้น ส่วนประกอบหลัก 1. ไขมันหรือน้ำมัน ไขมันหรือน้ำมัน ทั้งจากสัตว์และจากพืชหลากหลายชนิด สามารถนำมาเป็นส่วนผสมในการผลิตสบู่ได้ กรดไขมันนี้จะรวมตัวกับสารอื่น อยู่ในรูปของกลีเซอไรด์ เมื่อนำด่างเข้ามาผสมและทำปฏิกิริยากับกรดไขมันจะหลุดออกจากกลีเซอไรด์ มารวมตัวกันเป็นสบู่ สารที่เกาะอยู่กับกรดไขมันก็จะออกมาเป็นกลีเซอรีน น้ำมันแต่ละชนิดก็จะให้สบู่ที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป กรดไขมันแต่ละชนิดเมื่อรวมตัวกับด่างแล้ว จะให้สบู่ที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น กรดลอริก (lauric acid) มีมากในน้ำมันมะพร้าว เป็นกรดไขมันที่ทำปฏิกิริยากับด่างแล้วให้สารที่มีฟองมาก เป็นต้น ดังนั้นจึงควรศึกษาคุณสมบัติของสบู่ที่ได้จากไขมันต่างชนิดกัน ดังนี้ ตาราง คุณสมบัติ – อายุการใช้งานของน้ำมันแต่ละชนิด ชื่อน้ำมัน คุณสมบัติ อายุการใช้งาน น้ำมันมะกอก สบู่ที่ได้จะเป็นก้อนแข็ง มีฟองครีมนุ่มนวล มีคุณค่าในการบำรุงผิวมาก มากกว่าสามเดือน น้ำมันงา สบู่ที่ได้จะนิ่ม มีค่าการชำระล้างปากกลาง แต่มีวิตามินอีสูงมาก แต่อาจมีกลิ่นที่บางคนไม่ชอบ มากกว่าสามเดือน น้ำมันมะพร้าว สบู่ที่ได้จะมีก้อนแข็ง มีฟองครีมนุ่มนวลจำนวนมาก แต่ไม่ควรใช้เกิน 30% เพราะมีค่าการชำระล้างสูง อาจทำให้ผิวแห้ง มากกว่าสามเดือน น้ำมันรำข้าว สบู่ที่ได้จะนิ่ม ค่าการชำระล้างปานกลาง แต่มีวิตามินอีมาก เหมาะสำหรับบำรุงผิว มากกว่าสามเดือน น้ำมันถั่วเหลือง สบู่ที่ได้จะนิ่ม ค่าการชำระล้างปานกลาง แต่มีวิตามินอีมาก มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวยืดหยุ่นได้ดี เป็นน้ำมันอายุสั้น ทำสบู่แล้วควรใช้ให้หมดภายในสามเดือน น้ำมันเมล็ดทานตะวัน สบู่ที่ได้จะนิ่ม ค่าการชำระล้างปานกลาง มีวิตามินอีมาก เป็นน้ำมันอายุสั้น ทำสบู่แล้วควรใช้ให้หมดภายในสามเดือน น้ำมันปาล์ม สบู่ที่ได้จะเป็นก้อนแข็ง มีฟองปานกลาง ค่าการชำระล้างสูง ควรใช้ไม่เกิน 30% เพราะอาจทำให้ผิวแห้ง มากกว่าหกเดือน ไขมันวัว สบู่ที่ได้จะเป็นก้อนแข็ง มีฟองปานกลาง ค่าการชำระล้างสูง เหมาะสำหรับผสมทำสบู่สำหรับซักล้าง มากกว่าหกเดือน ไขมันหมู สบู่ที่ได้จะมีสีขาวและนิ่ม มีฟองน้อย ค่าการชำระล้างปานกลาง มีคุณสมบัติในการบำรุงผิว มากกว่าสามเดือน
08 กุมภาพันธ์ 2554 12:45
#664889
การทำน้ำยาล้างจาน
เครื่องมือหรืออุปกรณ์
- กระป๋องพลาสติกมีฝาปิดความจุประมาณ 1 ลิตร 1 ใบ
- ตะกร้ามีรูใบเล็กขนาดใส่ในกระป๋องพลาสติกได้ 1 ใบ
- เครื่องชั่งน้ำหนักแบบมีจานรอง 1 เครื่อง
- ถ้วยตวงน้ำ 1 ใบ - ช้อนสำหรับคน 1 คัน
- ผ้าขาวบางขนาด 15X15 นิ้ว 1 ผืน
- ช้อนตวง 1 ชุด
วัสดุ
- เนื้อสับปะรดสับ 300 กรัม
- น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี 2 ช.ต.
- หัวเชื้อ EM สด 2 CC.
- น้ำสะอาดไม่มีคลอรีน (น้ำประปาพักไว้ 1 คืน ก่อนนำมาใช้) 50 CC.
- ใบชา 1 หยิบมือ
ขั้นตอนการดำเนินการ
ล้างกระป๋องและตะกร้าพลาสติกทิ้งไว้ให้แห้ง นำตะกร้าใส่ในกระป๋องพลาสติก ชั่งเนื้อสับปะรดสับ 300 กรัม โดยวางถุงพลาสติกบนจานรองก่อน แล้วนำไปเทใส่ในตะกร้า น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี น้ำสะอาด หัวเชื้อ EM สด และใบชา ชั่งและตวงตามสัดส่วนนำมาผสมเข้าด้วยกัน คนน้ำตาลจนละลายหมด เทลงในตะกร้าสับปะรด คนให้เข้ากันปิดฝาทิ้งไว้ 15 วัน (ในที่มีแสงน้อย ที่อุณหภูมิห้อง) นำน้ำสกัดชีวภาพที่ได้มากรองด้วยผ้าขาวบางกรอกใส่ขวดไว้ใช่ ส่วนกากนำไปผสมดินใช้ปลูกต้นไม้ น้ำยาล้างจานสูตรนี้ระยะแรกๆ สีจะขุ่นต่อมาจะตกตะกอน กลิ่นจะฉุนคล้ายไวน์มากขึ้นเรื่อยๆ และสีจะใสน่าใช้ยิ่งขึ้นด้วย
วิธีใช้
ใช้ล้างจานโดยไม่ต้องผสมน้ำ ใช้เหมือนน้ำยาล้างจานทั่วไป ถ้าล้างจานจำนวนมากควรแช่จาน ในน้ำยาล้างจานผสมน้ำสัดส่วนน้ำยาล้างจาน 1 ส่วน น้ำ 5 ส่วนไว้ก่อน ประมาณ 20 นาทีก่อนล้างเพื่อให้สะอาดทั่วถึง แล้วล้างน้ำสะอาดจนกว่าแน่ใจว่าสะอาค ควรตากจานให้แห้งก่อนนำไปใช้ เพื่อป้องกันการตกค้างของจุลินทรีย์ในหยดน้ำที่เกาะอยู่บนจาน เปลือกที่ปอกออกนำไปหมัก เป็นน้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์ ทำปุ๋ยน้ำบำบัดกลิ่นและน้ำเสีย เพราะไม่มั่นใจว่าจะมีสารเคมี หรือปุ๋ยตกค้างอยู่หรือไม่จึงไม่ควรนำมาล้างจาน