
เทียนฉาย กีระนันทน์. (2544) สังคมศาสตร์วิจัย. (พิมพ์ครั้งที่ห้า) กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
แนะนำผู้แต่ง
เทียนฉาย กีระนันทน์ สำเร็จการศึกษารัฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทและปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์ จาก Duke University สหรัฐอเมริกา ตำแหน่งปัจจุบัน ศาสตราจารย์ระดับ 11 ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตำแหน่งสำคัญในอดีต เป็นรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ผลงานวิจัย เศรษฐศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์และกำลังคน เศรษฐศาสตร์ประชากร การเงินอุดมศึกษา เป็นต้น
(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้เขียน จากหน้าถัดจากหน้าปกรองใน)
แนะนำหนังสือ
ผู้เขียนเจตนาจะให้เป็นตำราในการเรียนการสอนวิชาระเบียบวิธีวิจัย ที่พยายามทำให้เห็นว่า การวิจัยนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยาก เกือบทุกคนสามารถทำวิจัยได้ และมุ่งหมายให้ผู้เรียนสามารถคัดแยกระบุงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ มีคุณค่าได้ ซึ่งผู้เขียนได้ใช้ประสบการณ์ในการวิจัยหลายประเภทและหลายรูปแบบ ทั้งเชิงทฤษฎี และเชิงประจักษ์ งานวิจัยเชิงเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูล การรวบรวมข้อมูลจากแหล่งทุติยภูมิและปฐมภูมิ การใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสังเกต และทุกๆ อย่างประกอบกันเป็นฐานและสาระของหนังสือ
แนะนำเนื้อหา
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือปกอ่อนสีเขียวอ่อนตัดกับเขียวเข้ม ความหนา 390 หน้า ราคา 280 บาท
หนังสือแบ่งออกเป็น 15 ตอน หรือบท ได้แก่ 1.ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการวิจัย 2.รูปแบบและประเภทของงานวิจัย 3.ขั้นตอนและกระบวนการในการวิจัย 4.การเลือกหัวข้อ หัวเรื่อง และกำหนดปัญหาในการวิจัย 5.ทฤษฎี แนวความคิด และแบบจำลอง 6.สมมติฐานในการวิจัย 7.ข้อมูลและการกำหนดตัวแปร 8.เทคนิคและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 9.แบบสอบถามในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ 10.ประชากร ตัวอย่าง และการเลือกตัวอย่าง 11.การวิเคราะห์ข้อมูล 12.การประยุกต์การวิเคราะห์ถดถอยในการวิจัยเชิงประจักษ์ 13.การเสนอรายงานการวิจัย 14.การใช้หลักฐานและเอกสารอ้างอิง 15.การเขียนข้อเสนอวิจัย
(อ่านเพิ่มเติมจากในเล่ม หน้าสารบัญ)
12 พฤษภาคม 2555 01:12
#743409
หนังสือเล่มน้ีเป็นหนังสือระเบียบวิธีวิจัย classic เล่มหนึ่ง พิมพ์ครั้งที่5 เมื่อปี 2544 แต่ปีนี้ 2555 สนพ.ได้จัดพิมพ์ใหม่อีกหลายครั้งแล้วครับ เท่าที่ติดตามดูพิมพ์ครั้งใหม่ก็ไม่ได้เรียบเรียงใหม่แต่อย่างไร เพราะผู้เขียนก็เกษียณไปนานมากและอายุก็มากแล้ว อ่านฉบับที่แนะนำนี้ก็น่าจะ OK นะครับ รอสรุปรายบทต่อนะครับ
12 พฤษภาคม 2555 17:22
#743414
รอรายละเอียด
ว่าในแต่ละบท มีอะไรบ้านเพื่อใช้เป็นแนวในการทำวิจัย ต่อไป
13 พฤษภาคม 2555 08:20
#743417
หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่น่าสนใจ น่าค้นหา แบ่งเนื้อหาได้ชัดเจน รออ่านสรุปสาระสำคัญอยู่นะคะ
13 พฤษภาคม 2555 08:21
#743418
หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่น่าสนใจ น่าค้นหา แบ่งเนื้อหาได้ชัดเจน รออ่านสรุปสาระสำคัญอยู่นะคะ
15 พฤษภาคม 2555 22:48
#743453
พระมหาสาธิต เมธีจรรยาภรณ์ รหัสนักศึกษา 54484941002
บันทึกการอ่าน “สังคมศาสตร์ การวิจัย” โดย เทียนฉาย กีระนันทน์ ครั้งที่ 1 หน้าที่ 1-28
บทที่ 1 ความรู้พื้นฐานการวิจัย
ผู้เขียนได้เกริ่นนำถึงทัศนคติของคนทั่วไปต่อการทำงานวิจัย ที่เข้าใจว่าเป็นเรื่องยาก และไม่ให้ความสนใจ แต่จากกรอบระบบ ระเบียบ วิธีปฏิบัติหลายๆ เรื่องเช่น ในมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการวิจัย ที่ผูกโยงกับผลการประเมินความดีความชอบ หรือ หน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องการคำตอบเพื่อแก้ปัญหาการดำเนินงาน มีการให้ทุนสนับสนุนการวิจัย จึงทำให้การวิจัยเข้ามามีบทบาทในการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวันมากขึ้น
ความหมายของการวิจัย ผู้เขียนสรุปเป็นความหมายกว้างๆ ไว้ว่า เป็นเรื่องของการศึกษาค้นคว้า เพื่อพิสูจน์หรือหาคำตอบหรือหาข้อเท็จจริง ที่อาจจะยังไม่มีการค้นพบในเรื่องนั้นๆ มาก่อน หรืออาจจะมีการค้นพบมาแล้ว แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ก็ต้องการค้นหาใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้การวิจัยแต่ละศาสตร์จะมีความแตกต่างกัน แล้วเชื่อมโยงถึงการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ที่ครอบคลุมหลายสาขาวิชา มีการพัฒนาระบบและวิธีการวิจัยขึ้น ให้เป็นที่ยอมรับ โดยอาศัยกลยุทธ์และเทคนิคทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์เข้า เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์
การวิจัยทางสังคมศาสตร์มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ ความเป็นระบบ (systematic) มีการศึกษาถึงปฏิสัมพันธ์ (interaction) และมีลักษณะเป็นพลวัต (dynamic)
รูปแบบการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ที่นำมาใช้กับงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ 2 รูปแบบ คือ วิธีการอุปมาน (deductive method) และวิธีการอนุมาน (inductive method) ในลักษณะเป็นการอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุผลของพฤติกรรมภายใต้ข้อกำหนดหรือเงื่อนไขหนึ่งๆ ที่มีอยู่ หรือเป็นการหาเหตุผลของพฤติกรรมที่กำหนดให้ เพื่อตอบข้อสงสัย ที่เรียกว่าสมมติฐาน ซึ่งต้องใช้ข้อมูลเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นตัวเลขหรือไม่ก็ได้ และใช้เครื่องมือสถิติ ที่สามารถทดสอบ เป็นที่เชื่อถือ และยอมรับกันโดยทั่วไป
ประโยชน์ของงานวิจัย โดยสรุปมี 4 ประการ คือ 1. ช่วยขยายขอบเขตความรู้เดิม ก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ 2.ช่วยวินิจฉัยปัญหา วิเคราะห์ถึงสาเหตุ ก่อให้เกิดทางเลือกในการตัดสินใจหลายๆ ทาง 3.ช่วยเสริมสร้างสมรรถนะในการบริหารงาน 4.ช่วยในการกำหนดนโยบาย วางแผนการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างรอบคอบรัดกุม
บทที่ 2 รูปแบบและประเภทของงานวิจัย
การแบ่งประเภทของงานวิจัยอาจแบ่งได้หลายวิธี เช่น ตามหลักการของการวิจัย ตามวัตถุประสงค์ที่จะนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ ตามจุดมุ่งหมายในการทำวิจัย ตามลักษณะข้อมูลที่นำมาใช้ เป็นต้น
แบ่งตามวิธีการวิจัย เป็น 3 ประเภทกว้าง ๆ คือ การวิจัยเชิงทฤษฎี (theoretical research) การวิจัยเชิงประจักษ์ (empirical research) และการวิจัยเชิงปฏิบัติ (action research)
แบ่งตามวัตถุประสงค์ เป็น การวิจัยแบบบริสุทธ์ (pure research) และ การวิจัยแบบประยุกต์ (applied research)
แบ่งตามความมุ่งหมายในการทำวิจัย เป็น 4 ประเภท คือ การวิจัยเพื่อค้นหาหรือแบบบุกเบิก (exploratory research) การวิจัยเพื่อคาดการณ์ (predictive research) การวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive research) การวิจัยเชิงสังเคราะห์ (analytical research)
แบ่งตามวิธีการเก็บข้อมูล 7 ประเภท คือ การวิจัยเอกสาร (documentary research) การวิจัยโดยการสังเกต (observatory research) การวิจัยโดยการทดลอง (experimental research) การวิจัยโดยการทำสำมะโน (census) การวิจัยโดยการศึกษาต่อเนื่องระยะยาว (panel study) การศึกษาเฉพาะกรณี (case study) การวิจัยเชิงสำรวจ (survey research)
บทที่ 3 ขั้นตอนและกระบวนการในการวิจัย
ขั้นตอนการวิจัย
ขั้นตอนการวิจัยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมการ ขั้นออกแบบวิจัย ขั้นดำเนินการวิจัย และขั้นเสนอผลการวิจัย
ขั้นเตรียมการ ประกอบด้วยการพิจารณาเลือกและกำหนดปัญหาที่จะทำวิจัย การเลือกหัวเรื่อง และการตั้งชื่อเรื่อง
ขั้นออกแบบวิจัย เริ่มจากการศึกษาค้นคว้าทฤษฎี แนวความคิด ผลงานวิจัยอื่นๆ ในอดีต นำมาเป็นองค์ประกอบในการกำหนดรูปแบบ และแนวทางการวิจัยภายใต้เรื่องหรือปัญหาที่เลือก อาจมีการสร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายประเด็นปัญหา การกำหนดสมมติฐานที่ต้องการพิสูจน์ ตลอดจนเครื่องมือที่จะใช้วิเคราะห์ข้อมูล
ขั้นดำเนินการวิจัย ตามที่ได้ออกแบบไว้ในขั้นตอนที่สอง
ขั้นเสนอผลการวิจัย อาจทำได้หลายวิธี เช่น จัดทำรายงานการวิจัยเป็นเอกสารสิ่งพิมพ์ เสนอรายงานด้วยวาจา เป็นต้น
กระบวนการในการวิจัย
กระบวนการในการวิจัย 10 ประการ คือ
1.การกำหนดปัญหา การเลือกหัวข้อ และหัวเรื่องของการวิจัย
2.การประมวลแนวความคิด หลักการและอื่นๆ จากทฤษฎีหรืองานวิชาการประเภทอื่นๆ ที่มีผู้ศึกษาไว้แล้ว
3.การกำหนดแนวความคิดของเรื่องที่วิจัย
4.การสร้างแบบจำลอง
5.การตั้งสมมติฐาน
6.การกำหนดตัวแปรจากแบบจำลองและสมมติฐานที่ตั้งไว้
7.การเก็บรวบรวมข้อมูล
8.การวิเคราะห์ข้อมูลรวมถึงการประมวลผลข้อมูล
9.การพิสูจน์สมมติฐาน
10.การสรุปผลการวิจัย
18 พฤษภาคม 2555 18:55
#743478
ชัดเจนดี เข้าใจง่าย
18 พฤษภาคม 2555 19:00
#743479
เมื่อมีนักวิจัยที่เก่งแล้วนักวิจัยจะต้อง......
มีคุณลักษณะของนักวิจัย
1. ต้องเป็นผู้มีความรู้ทางวิชาการ (knowledge and know-how)
2. ต้องมีจิตนาการ (imagination)
3. ต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์ (faithfulness)
4. ต้องเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญและทักษะในการวิจัย (research skill)
5. ต้องมีความอดทนที่จะค้นคว้าหาความรู้นั้น (tolerance)
6. ต้องมีความรู้ในเนื้อหาสาระของเรื่องที่จะทำการวิจัย (content of research)
7. ต้องมีความรู้ในเรื่องระเบียบวิธีวิจัย (research procedure)
19 พฤษภาคม 2555 23:24
#743495
บันทึกการอ่าน “สังคมศาสตร์ การวิจัย” ของ เทียนฉาย กีระนันทน์ ครั้งที่ 2 หน้าที่ 29-77
บทที่ 4 การเลือกหัวข้อ หัวเรื่อง และการกำหนดปัญหาในการวิจัย
การเลือกหัวข้อ หัวเรื่อง
ในขั้นต้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือหัวข้อการวิจัย เป็นแนวทางว่าจะทำเรื่องอะไร หรือประเด็นอะไร
(1) อาจคำนึงถึงภาวะปัจจุบัน เช่น ปัญหาน้ำมัน เป็นต้น
(2) อาจเป็นแนวโน้มของสถานการณ์ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อส่วนรวมในหลายประเด็น หลายด้าน เช่น ปัญหาที่จะสืบเนื่องจากการขึ้นราคาน้ำมันครั้งใหม่ เป็นต้น
(3) อาจพิจารณาความสนใจของส่วนรวมที่เป็นประเด็นร่วม เช่น จุดร่วมความสนใจของคนกรุงเทพในการบริหารของรัฐบาล เป็นต้น
(4) อาจพิจารณาจากข้อสงสัยทางวิชาการบางอย่างที่ยังไม่ชัดเจน
โดยข้อพิจารณาต่างๆ นั้นมาจากข้อสงสัย ที่ควรจะมาจากส่วนประกอบ 3 ประการ คือ เป็นความคิดริเริ่มของผู้วิจัย เป็นเรื่องที่ผู้วิจัยยังไม่เข้าใจชัดเจน คลุมเครือ ไม่แน่ใจในคำตอบ เป็นความอยากรู้อยากเห็นของผู้วิจัย
สิ่งที่ควรคำนึงถึงประกอบในการเลือกหัวข้อวิจัยคือ ความเป็นไปได้ สามารถค้นคว้าหาคำตอบในรายละเอียดได้ หลีกเลี่ยงเรื่องเพ้อฝัน หรือกว้างขวาง ซับซ้อนจนไม่น่าจะเป็นไปได้ ทั้งนี้ในการทำวิจัยผู้วิจัยควรมีความรู้ในแง่ทฤษฎี ความถนัด ความชอบในเรื่องนั้นอย่างลึกซึ้ง จะช่วยย่นระยะเวลาและทรัพยากรได้มาก
การกำหนดปัญหาในการวิจัย
เมื่อผู้วิจัยเลือกหัวข้อที่จะทำการวิจัยแล้ว ขั้นต่อไปคือพิจารณาแนวของปัญหาหรือข้อสงสัยที่แน่ชัด ว่าต้องการคำตอบอะไรแน่ โดยดูว่า ในหัวข้อที่เลือก มีปัญหาข้อสงสัยอะไรบ้าง ในรูปของคำถามวิจัย
การกำหนดปัญหา จะช่วยในการวางแผนเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลได้ โดยปัญหาจะเป็นเครื่องชี้ถึงวิธีการและแนวทางในการเก็บรวบรวมข้อมูล และลำดับข้อเท็จจริงต่างๆ ที่จะต้องนำมาใช้อธิบายปัญหาที่มีอยู่นั้น การกำหนดปัญหาที่ดี จะยังช่วยในการตั้งสมมติฐาน การร่างแบบสอบถามได้อีกด้วย ทั้งนี้ ผู้วิจัยต้องนึกถึงหัวข้อวิจัยที่เลือกในทุกๆ แง่มุม ว่าจะมีปัญหาข้อสงสัยอะไรบ้าง ที่น่าสนใจจะได้คำตอบ อาจใช้การสังเกต การสนทนากับผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ จะช่วยให้ได้ความคิดกว้างขวางขึ้น การอ่านเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวกับหัวข้อที่เลือกไว้ มีส่วนทำให้เกิดความเข้าใจปัญหาที่จะวิจัยได้เร็วและรอบคอบขึ้น ต้องเปิดใจให้กว้าง รับสิ่งใหม่ๆ ใช้ความละเอียดถี่ถ้วนเพื่อให้เห็นปัญหาได้ทุกแง่มุม
ปัญหาที่มักพบในขั้นตอนนี้ คือ ผู้วิจัยมักขาดความรู้ทางทฤษฎีหรือทางวิชาการในเรื่องที่ตนกำลังสนใจ (theoretical reference) และขาดความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงของเรื่องที่จะวิจัย (empirical reference) ในการกำหนดปัญหา บางครั้งจะพบปัญหาข้อสงสัยที่จะทำการวิจัยมากมาย สิ่งที่ใช้ประเมินคือทำวิจัยแล้วจะได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด โดยการประเมินค่าของปัญหาข้อสงสัยที่กำหนดขึ้น อาจใช้เกณฑ์ประกอบการประเมิน 6 ประการ คือ
(1) ลำดับความเร่งด่วนของปัญหา
(2) ขอบเขตและความขัดแย้งของปัญหา
(3) ข้อมูลที่จะต้องใช้ในการวิจัยตามเรื่องที่กำหนด
(4) ประโยชน์ที่จะพึงได้รับจากเรื่องที่วิจัย
(5) ผู้วิจัยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาข้อสงสัยที่กำหนดขึ้นและสามารถทำวิจัยไปจนสำเร็จได้หรือไม่
(6) พิจารณาทรัพยากรทั้งหมดที่ต้องใช้ในการวิจัย ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด
การตั้งชื่อเรื่องวิจัย
จากหัวข้อและแนวปัญหาข้อสงสัยที่กำหนดขึ้น ก็จะได้แนวของหัวเรื่องในรูปประโยคคำถาม การตั้งชื่อเรื่อง จึงเป็นการแปลงรูปประโยคคำถามมาเป็นประโยคบอกเล่าหรือวลีที่เหมาะสมกะทัดรัด ชื่อเรื่องควรจะตรงเป้าหมาย จุดประสงค์การวิจัย ผู้วิจัยสามารถอธิบายได้ครบทุกแง่มุม ในบางกรณี ผู้วิจัยอาจใช้ชื่อเรื่องเป็นสื่อบอกขอบเขตการวิจัยด้วยก็ได้ โดยขอบเขตที่ระบุแบ่งได้เป็น 4 ประเด็น คือ
(1) ขอบเขตในลักษณะของวิธีการวิจัย
(2) ขอบเขตในเรื่องเวลา
(3) ขอบเขตทางภูมิศาสตร์
(4) ขอบเขตทางทฤษฎีหรือทางวิชาการ
บทที่ 5 ทฤษฎี แนวความคิด และแบบจำลอง
ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ เป็นทฤษฎีที่เกิดขึ้นจากข้อเสนอที่ได้รับการพิสูจน์และยืนยันแล้ว ข้อเสนอดังกล่าวเป็นตัวเชื่อมโยงสิ่งที่ผันแปรต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยที่สิ่งผันแปรหนึ่งจะมีความเป็นอิสระ (independent) มีฐานะเป็นสาเหตุหรือเป็นตัวกำหนด (determinant) ขณะที่สิ่งผันแปรอีกสิ่งหนึ่งจะไม่เป็นอิสระ หากแต่ขึ้นอยู่กับสิ่งผันแปรแรก (dependent) จึงมีฐานะเป็นผลลัพธ์ หรือเป็นผล หรือเป็นตัวแปรตาม ดังนั้นข้อเสนอในที่นี้จะเชื่อมโยงสิ่งผันแปรอย่างน้อย 2 สิ่งเข้าด้วยกัน ถ้าหากในข้อเสนอนั้น แสดงการเชื่อมโยงสิ่งผันแปรหลาย ๆ สิ่ง เข้าด้วยกัน และในจำนวนนั้น มีสิ่งผันแปรอิสระเป็นตัวกำหนดมากสิ่ง (มากกว่า 1 สิ่ง) จะเรียกว่าตัวกำหนดพหุ หรือตัวแปรอิสระพหุ (multiple determinants)
ข้อเสนอที่ดี ที่อาจนำมาใช้ประกอบกันขึ้นเป็นทฤษฎี ประกอบด้วย
(1) แสดงถ้อยคำซึ่งมีแนวความคิดกำกับไว้อย่างชัดเจน มีความหมายเดียว
(2) ต้องสอดคล้องกัน ไม่ขัดแย้งกัน
(3) สรุปเป็นเกณฑ์หรือกฎทั่วๆ ไปได้
(4) มีประโยชน์ในการขยายความหรือเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการ
(5) สามารถพิสูจน์ได้
แบบจำลอง
แบบจำลองมีลักษณะคล้ายทฤษฎีมาก โดยมีลักษณะย่อลงมาจากความเป็นจริง มีจุดหมายเพื่อจัดระเบียบแนวความคิดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงให้เป็นระบบ และทำให้ง่ายเข้า สามารถประยุกต์ใช้อธิบายได้เป็นอย่างดี เริ่มต้นด้วย
แบบจำลองที่ยังไม่พัฒนา--> แบบจำลองที่พัฒนาแล้ว--> ทฤษฎี--> ข้อเสนอ-->แบบจำลองใหม่
(สมมติฐานแบบพรรณนา) (สมมติฐานแบบอธิบาย)
แบบจำลอง เป็นเครื่องมือช่วยกรองข้อเท็จจริง ช่วยให้นักวิจัยสามารถคาดคะเนผลลัพธ์บางอย่างที่น่าจะเป็นในการวิจัย ช่วยเป็นพื้นฐานให้นักวิจัยกำหนดตัวแปร ชนิดของคำถามที่ต้องการทดสอบหรือหาข้อเท็จจริง ตลอดจนเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาทดสอบหรือพิสูจน์ สรุปเป็นแบบจำลองได้ดังนี้
ปัญหาวิจัย-->แบบจำลอง-->สมมติฐาน--> การรวบรวมข้อมูล-->การวิเคราะห์ข้อมูล
ข้อที่พึงระวังของแบบจำลอง ที่อาจเป็นจุดบกพร่องในการวิจัยสรุปได้ 4 ประการ
(1) แบบจำลองบางกรณีให้ความหมายในเชิงปฏิบัติของแนวความคิดไว้ไม่เหมาะสมหรือชัดเจนเพียงพอ
(2) แบบจำลองที่แสดงการคาดคะเนสรุปจากสมมติฐานยังไม่ดีพอ
(3) แบบจำลองมีปัญหาสืบเนื่องจากอิทธิพลของตัวแปรภายนอกที่เข้ามารบกวนการวิเคราะห์ โดยที่นักวิจัยมิได้คาดคิดและไม่ได้ควบคุมไว้ล่วงหน้า
(4) แบบจำลองที่ขาดปูมอ้างอิงทางทฤษฎีและปูมอ้างอิงทางประจักษ์
ทฤษฎี
ทฤษฎี คือ หลักการและคำนิยามที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันโดยแสดงการจัดระบบแนวความคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมและสามารถพิสูจน์ได้ มีองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการคือ
(1) ข้อสมมติ (assumption) ซึ่งแสดงเงื่อนไขหรือข้อจำกัดของพฤติกรรม
(2) ความจริงที่ปรากฏ (axiom) ซึ่งแสดงข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์ในพฤติกรรมนั้นๆ โดยตรง
ทฤษฎีกับศาสตร์ในแต่ละสาขาจะมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง สรุปได้ว่า
(1) ทฤษฎีช่วยกำหนดแนวคิดและแยกปรากฏการณ์ ในศาสตร์ ประกอบด้วยแนวคิดต่างๆ ซึ่งระบุกระบวนการในการศึกษา ทฤษฏีจะกำหนดขึ้นกำกับแนวคิด
(2) ทฤษฏีช่วยกำหนดจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของศาสตร์แต่ละสาขา ช่วยกำหนดกรอบและขอบเขตเรื่องที่มุ่งหมายให้แคบและเฉพาะเจาะจง
(3) ทฤษฎีช่วยสรุปข้อเท็จจริงของศาสตร์แต่ละสาขา
(4) ทฤษฎีช่วยในทางทำนายหรือพยากรณ์
(5) ทฤษฎีช่วยชี้แนะช่องว่างของความรู้ที่ยังหลงเหลืออยู่ในศาสตร์นั้นๆ
บทที่ 6 สมมติฐานในการวิจัย
สมมติฐาน เป็นสมมติที่ตั้งหรือกำหนดขึ้นเป็นการชั่วคราว เมื่อได้รับการพิสูจน์และยืนยันว่าเป็นจริง หรือตรงกับข้อเท็จจริง ก็จะกลายเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องแน่ชัดและกลายเป็นส่วนของความรู้ใหม่ ที่ค้นพบในทางวิชาการ และเมื่อพิสูจน์และยืนยันซ้ำหลายๆ ครั้ง ก็อาจสร้างขึ้นเป็นหลัก กลายเป็นส่วนของกฎหรือทฤษฎีที่อธิบายพฤติกรรมในเรื่องนั้น ๆ ได้
ประโยชน์ของสมมติฐาน ช่วยให้ทราบทิศทางการวิจัยอย่างแน่ชัด ช่วยเป็นข้อเสนอที่ทำให้สามารถกำหนดปัญหาในการวิจัยให้แคบ แสดงเป้าหมายงานวิจัยโดยเฉพาะ เป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ หากสามารถกำหนดให้แน่ชัดและแคบได้เท่าใด จะยิ่งเป็นการดี ช่วยบอกได้ว่า ควรใช้ข้อมูลประเภทใด อะไรบ้าง การเลือกตัวอย่างจะทำอย่างไร ที่จะสามารถพิสูจน์หรือทดสอบสมมติฐานได้ตรงประเด็น และปราศจากข้อคลาดเคลื่อน
แหล่งที่มาของสมมติฐาน
(1) มาจากทฤษฎีและแนวความคิดที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป
(2) มาจากผลงานวิจัยที่เคยมีผู้ทำการศึกษาวิจัยไว้แล้ว
(3) มาจากการเปรียบเทียบกับศาสตร์ในสาขาวิชาอื่นๆ
(4) มาจากวัฒนธรรม ขนบประเพณี วิถีปฏิบัติ และสภาวะทางสังคมต่างๆ
(5) มาจากข้อสงสัยต่างๆ
(6) มาจากความคิดฉับพลัน
รูปแบบของสมมติฐาน (1) ลักษณะเชิงบรรยาย เป็นสมมติฐานที่ตั้งขึ้นสำหรับงานวิจัยที่ต้องการหาข้อมูล ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับพฤติกรรม ไม่มีการพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรใด ๆ (2) ลักษณะเป็นการวิเคราะห์ เป็นสมมติฐานที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัว หรือมากกว่า เป็นการวิเคราะห์โดยอาจพิสูจน์หรือทดสอบด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ประเภทของสมมติฐาน
(1) เป็นสมมติฐานอย่างง่าย ที่ระบุความจริงในเรื่องนั้นๆ เป็นอย่างไร หรือบุคคล สิ่งของ เหตุการณ์ที่กล่าวถึง มีลักษณะเฉพาะอย่างไร เช่น คนทำงานในหน่วยงาน ก. มีขวัญในการทำงานต่ำ เป็นต้น
(2) เป็นสมมติฐานที่กล่าวถึงเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ หรือพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอ เช่น สมมติฐานว่า คนจีนอยู่ในเมืองมากกว่าในชนบท เป็นต้น
(3) เป็นสมมติฐานที่สร้างขึ้นจากแนวคิดในอุดมการณ์
(4) เป็นสมมติฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวแปร หรือมากกว่านั้น
แนวทางสำหรับการตั้งสมมติฐานที่ดี
(1) จะต้องสะท้อนถึงแนวความคิดที่ชัดเจนไม่คลุมเครือ
(2) ต้องรัดกุม เฉพาะเจาะจง
(3) ควรเริ่มจากข้ออ้างอิงแหล่งใดแหล่งหนึ่ง
(4) คำนึงถึงเทคนิคและความก้าวหน้าของศาสตร์ในสาขานั้นๆ
(5) ระบุให้ลึกและละเอียดถึงขั้นที่เป็นเชิงปริมาณได้
-------------
20 พฤษภาคม 2555 21:57
#743506
ศาสตร์แห่งการวิจัย ไม่ต่างกับนักวิชาการคนอื่น ๆ แต่การสรุปลงในแต่ละบทแยกเนิ้อหาได้ชัดเจน ดีมากค่ะ
22 พฤษภาคม 2555 23:05
#743592
การตั้งสมมุติฐานการวิจัยจะเป็นสิ่งที่บ่บอกถึงแนวทางในการหาคำตอบของการวิจัย
ตัวอย่างการตั้งสมมุติฐาน EX: แบบทางเดียวกัน (One-tailed test)
ตัวอย่าง :
• “การเป็นมะเร็งกับการสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กัน”
• “ผู้ชายมีความสามารถทางช่างสูงกว่าผู้หญิง”
การทดสอบสมมติฐานแบบสองทาง(Two-tailed test)
EX: “ความสามารถในการพูดภาษาไทยของเด็กชายและเด็กหญิง แตกต่างกัน”
16 มิถุนายน 2555 09:17
#744886
บันทึกการอ่าน “สังคมศาสตร์ การวิจัย” โดย เทียนฉาย กีระนันทน์ ครั้งที่ 3 หน้าที่ 70-232
บทที่ 7 ข้อมูลและการกำหนดตัวแปร
การเก็บรวมรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนที่ใช้ค่าใช้จ่ายสูง และใช้เวลามาก จึงจำเป็นต้องเก็บรวบรวมเฉพาะเท่าที่จำเป็นและใช้ในการวิเคราะห์หรือนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์เท่านั้น การกำหนดตัวแปรที่แน่นอนชัดเจน จากแบบจำลอง จะช่วยให้นักวิจัยได้ททวนตรวจสอบ ว่าตัวแปรครบถ้วน ถูกต้อง หรือไม่
ประเภทของตัวแปร
(1) ตัวแปรอิสระ จัดเป็นต้นเหตุ หรือปัจจัยที่เป็นเหตุแห่งที่ต้องการศึกษา
(2) ตัวแปรตาม จัดเป็นปัจจัยสืบเนื่องจากตัวแปรอิสระ จะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับเรื่องที่วิจัยและเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
(3) ตัวแปรควบคุม เป็นตัวแปรผันอื่นๆ ที่อยู่ภายนอกแบบจำลองที่สร้างขึ้น แต่อาจมีผลกระทบอย่างสำคัญในการวิเคราะห์ ที่ไม่อาจสื่อความหมายได้ตามเจตนารมณ์ มักอยู่ในรูปของข้อสมมติหรือเงื่อนไข จำเป็นที่นักวิจัยจะต้องควบคุม เพื่อขจัดอิทธิพลของตัวแปรผันอื่นๆ ให้ได้
การกำหนดแบบจำลอง เป็นการกำหนดค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ที่อาจวัดค่าเป็นตัวเลขหรือเทียบเคียงเป็นค่าตัวเลขได้ ซึ่งจะต้องแปรจากทฤษฎีเป็นเชิงประจักษ์ ให้สามารถวัดค่าได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขหรือไม่ก็ตาม
การกำหนดตัวแปรเชิงประจักษ์ ซึ่งต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า ตัวแปรที่กำหนดขึ้น สามารถสื่อความหมายได้ถูกต้อง และสามารถเก็บข้อมูลได้ บางครั้งต้องให้ความหมายให้ชัดเชิงประจักษ์ เพื่อจะให้ได้ข้อมูลสำหรับตัวแปรนั้นๆ อย่างถูกต้อง ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้ตัวแปรแทน (proxy) เช่น ตัวแปรรายได้ อาจใช้ตัวแปรระดับการศึกษา หรือตัวแปรเกี่ยวกับมูลค่าสินทรัพย์ที่ถือครองเข้ามาแทนที่ โดยการทดสอบทางสถิตติหรือโดยการอ้างอิงทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับการโดยทั่วไป
การพิจารณาจัดรูปข้อมูล ต้องหาวิธีในการจัดรูปข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และสะดวกในการนำไปใช้ในการวิเคราะห์ต่อไป อาจอยู่ในรูปของค่าเฉลี่ย มัธยฐาน ฐานนิยม การกระจายเป็นร้อยละ หรือการแบ่งกลุ่มข้อมูลเป็นพิสัย
มาตราหรือระดับของการวัด มีอยู่ 4 มาตรา ได้แก่
(1)Nominal scale เป็นมาตราวัดอย่างกว้างๆ พอให้เห็นความต่างที่ค่อนข้างชัด เช่น ตัวแปรเพศ มาตรวัด เป็น ชาย-หญิง เป็นต้น
(2)Ordinal scale เป็นมาตรวัดละเอียดขึ้นมากอีก สามารถวัดความแตกต่างได้ดีขึ้น เช่น ตัวแปรประสิทธิภาพ มาตรวัดเป็น ดี ปานกลาง เลว เป็นต้น
(3)Interval scale เป็นมาตราที่แบ่งเป็นช่วง ๆ มีเกณฑ์อยู่กับศูนย์สมมติ เช่น ตัวแปรคะแนนสอบ มาตรวัดเป็น A B C D F
(4)Ratio scale มาตราอัตราส่วน เช่น ตัวแปรน้ำหนัก มาตรวัดเป็น กิโลกรัม เป็นต้น
บทที่ 8 เทคนิคและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
ข้อมูล จำแนกเป็นหลายประเภท แบ่งตามขนาด เป็นข้อมูลมหภาค ข้อมูลจุลภาค แบ่งตามแหล่งข้อมูลเป็น ข้อมูลปฐมภูมิ ข้อมูลทุติยภูมิ การเก็บข้อมูลสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่ การเก็บข้อมูลจากเอกสาร การสังเกต การทดลอง การสัมภาษณ์
การเก็บข้อมูลจากเอกสาร ใช้ในการวิเคราะห์เพื่อทดสอบหรือพิสูจน์สมมติฐาน เป็นการศึกษาความรู้พื้นฐานที่จะนำมาสร้างกรอบแนวคิดและแบบจำลองในการวิจัย เอกสารที่จะนำมาใช้วิเคราะห์ อาจพิจารณาจาก 1) หนังสือทั่วไป 2) เอกสารอ้างอิง ได้แก่ สารานุกรม พจนานุกรม บรรณานุกรม นามานุกรม 3) รายงานการวิจัย บทความวิจัย รายงานการสำรวจ รายงานการศึกษา 4) วิทยานิพนธ์ 5) เอกสารทางราชการ 6) วารสาร 7) จุลสาร
การเก็บข้อมูลจากการสังเกต เป็นวิธีการหนึ่งที่จะได้ข้อมูลจากปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในขณะหนึ่งๆ หรือในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อมูลภาคสนาม และมักเป็นข้อมูลระดับจุลภาค มักใช้ในกรณีที่การเก็บข้อมูลวิธีอื่นๆ ไม่ได้ผลดี หรือไม่เหมาะสมเพียงพอ การสังเกตอาจทำได้หลายวิธี ได้แก่ 1) การสังเกตที่สามารถควบคุมตัวแปร หรือสิ่งแวดล้อมได้ดี เพื่อที่จะสังเกตเฉพาะตัวแปรสำคัญ 2) การสังเกตแบบมีส่วนร่วม โดยการเข้าไปร่วมกิจกรรมที่กลุ่มประชากรเป้าหมายดำเนินอยู่ 3) การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม โดยไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์หรือกิจกรรมนั้น ทั้งนี้การเก็บข้อมูลจากการสังเกต อาจมีการกำหนดเค้าโครงเตรียมการสิ่งที่ต้องการสังเกตโดยเฉพาะไว้ล่วงหน้า (structured observation) หรืออาจไม่กำหนดเค้าโครงใดๆ ไว้เลย (unstructured observation) อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยต้องคำนึงถึงข้อจำกัดในการเก็บข้อมูลจากการสังเกตหลายประการ ได้แก่ 1) หลักการสังเกตที่ดี ต้องสามารถถ่ายทอดหลักการแก่คณะนักวิจัยด้วย โดยการเตรียมตัว หาความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่จะสังเกตให้มากที่สุด 2) ข้อมูลจากการสังเกตอาจถูกจำกัด ด้วยสิ่งแวดล้อม ธรรมเนียม ประเพณี หรือข้อห้ามบางอย่าง จนไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ 3) การเก็บข้อมูลจากการสังเกต มักเป็นช่วงเวลา และต้องมีเวลานานพอสมควร ที่ต้องเสียสละ พร้อมในการคลุกคลีกับงานภาคสนามระยะยาว โดยปราศจากอคติ ซึ่งมักมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมาก 4) การสังเกตเปรียบเทียบ 2 กรณี มีข้อจำกัดมาก และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ทั้งกรณีผู้สังเกตคนเดียวหรือกลุ่มเดียวกัน และต่างกลุ่ม ที่ต้องอาศัยการพูดคุยกัน และใช้เกณฑ์เดียวกันในการวิเคราะห์ข้อมูล 5) การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลต้องทำกันในรายละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะต้องมีความเข้าใจและรู้ถึงเนื้อหาวิธีการ และเป้าหมายของงานวิจัยในระดับใกล้เคียงกัน
การเก็บรวบรวมข้อมูลจากการทดลอง เป็นการเก็บข้อมูลโดยสร้างสถานการณ์ หรือควบคุมบังคับเหตุการณ์ สิ่งแวดล้อม อย่างหนึ่งอย่างใด หรือหลายอย่าง เพื่อให้ได้ข้อมูลตัวแปรที่ต้องการศึกษาโดยเฉพาะ โดยปราศจากอิทธิพลของตัวแปรภายนอกอื่นๆ มีกลยุทธ์ในการดำเนินงานโดยเฉพาะเป็นเอกเทศ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เชื่อถือได้มากที่สุดในเชิงสถิติ มีทฤษฎีและหลักการทางสถิติที่กำหนดรูปแบบและวิธีการ เรียกว่า การออกแบบการทดลอง (experimental design) และ การออกแบบสำรวจ (Survey design)
การเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ อาจกล่าวได้ว่า เป็นการสนทนาเชิงถาม-ตอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงบางอย่าง ทำให้ได้ข้อมูลค่อนข้างรวดเร็ว ถูกต้อง เป็นที่นิยมใช้กันมากในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ การสัมภาษณ์อาจเป็น 1) ประเภทที่ใช้แบบสัมภาษณ์ (interview schedule) หรือแบบสอบถาม ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดของคำถามที่ต้องการคำตอบ 2) ประเภทที่กำหนดแนวทางการสัมภาษณ์ ( interview guide) โดยไม่มีคำถามและรายละเอียดคำถาม มีแนวการสัมภาษณ์กว้างๆ การถามซัก (probing) เป็นเครื่องมือที่สามารถประยุกต์ใช้กับการสัมภาษณ์ได้ดี เพื่อกระตุ้นให้ได้คำตอบที่ถูกต้องตามประเด็น มีลักษณะ 5 ประการ คือ 1) การถามซักเพื่อให้ได้ข้อความที่สมบูรณ์ขึ้น (completion probe) 2) การถามซักเพื่อให้ได้ข้อความที่ชัดเจน (clarity probe) 3) การถามซักเพื่อให้ได้ประเด็นเรื่องราวในรายละเอียดต่อเนื่องยิ่งขึ้น ( channel probe) 4) การถามซักแบบที่มีการตั้งข้อสมมติเป็นเงื่อนไขก่อนด้วย (hypothetical probe) 5) การถามซักเพื่อให้ได้ปฏิกิริยาตอบโต้ ( reaction probe)
บทที่ 9 แบบสอบถามในการวิจัยทางสังคมศาสตร์
ลักษณะทั่วไปของแบบสอบถาม ซึ่งเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการเก็บข้อมูล โดยให้ผู้ตอบ ตอบคำถามตามที่ผู้วิจัยกำหนดแนวทางไว้ แนวคำถามที่ใช้ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อมูล ข้อเท็จจริง ประวัติ ความคิดเห็น หรือทัศนคติ การใช้แบบสอบถาม มีวิธีการใช้ 2 วิธี คือ ให้ผู้ตอบกรอกแบบสอบถามเอง และผู้วิจัยหรือพนักงานสัมภาษณ์กรอกแบบสอบถามให้
ขั้นตอนในการสร้างแบบสอบถาม 9 ขั้นตอน ประกอบด้วย
ขั้นแรก ศึกษาค้นคว้าเอกสาร หลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่วิจัยให้กว้างขวางมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ขั้นที่สอง กำหนดขอบเขตของข้อมูล จากปัญหาการวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัย
ขั้นที่สาม กำหนดคำถามตามขอบเขตของข้อมูล อาจเป็นคำถามโดยตรง หรือโดยอ้อมก็ได้
ขั้นที่สี่ เป็นการร่างแบบสอบถามร่างแรก เชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ เป้าหมายการวิจัย ควรพยายามร่างให้มากที่สุด แล้วคัดกรองพิจารณาจากความจำเป็น คำตอบที่ได้ตรงตามวัตถุประสงค์การวิจัยหรือไม่
ขั้นที่ห้า เป็นการตรวจสอบและปรับปรุงร่างแบบสอบถาม ทั้งตรวจสอบด้วยตนเอง และตรวจสอบโดยผู้อื่น พิจารณาจากถ้อยคำ สำนวน ประโยคที่ใช้ ความชัดเจนของคำถามหรือคำอธิบาย ประโยชน์ของคำถาม ความครบถ้วนของข้อมูลที่จะได้จากคำถามแต่ละข้อ ความหมายและการตีความหมายของคำถาม รวมทั้งคำศัพท์และนิยามศัพท์ยากๆ ที่ใช้ในแบบสอบถาม ลำดับของคำถาม
ขั้นที่หก เป็นการทดสอบแบบสอบถาม คือการนำแบบสอบถามที่ร่างไว้ไปถามจากกลุ่มประชากรที่เลือกขึ้นมากลุ่มหนึ่ง ซึ่งควรมีคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างที่เลือกไว้ทำการวิจัยโดยเฉพาะ ซึ่งให้ผลดี 2 ด้าน คือ แบบสอบถามมีปัญหา อุปสรรค์ ข้อขัดข้องประการใดบ้าง และเป็นการทดสอบความรู้ความเข้าใจ สร้างประสบการณ์ตรงแก่ผู้เก็บข้อมูลด้วย
ขั้นที่เจ็ด เป็นการแก้ไขปรับปรุงร่างแบบสอบถามที่ใช้ทดสอบแล้ว
ขั้นสุดท้าย เป็นการบรรณาธิกรณ์แบบสอบถามและกำหนดระเบียบวิธีที่ใช้ในแบบสอบถาม เป็นการปรุงแต่งเนื้อหา วรรคตอน ย่อหน้า รูปแบบ ตัวอักษร ตัวสะกด เป็นต้น
รูปแบบของแบบสอบถาม โดยทั่วไปจะกำหนดคำถามเป็น 2 รูปแบบ คือ แบบที่ต้องการคำตอบโดยเฉพาะเจาะจง กับแบบที่ไม่ต้องการคำตอบโดยเฉพาะ
เนื้อหาของแบบสอบถาม เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้วิจัยต้องพิถีพิถันและให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ข้อมูลเกี่ยวกับความรู้สึก ข้อมูลความเห็น ข้อมูลทัศนคติ ข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อในข้อเท็จจริง ข้อมูลที่เกี่ยวกับมาตรฐานในการปฏิบัติ
การตั้งคำถามและการใช้ถ้อยคำ แบบสอบถามที่ดี ต้องให้ผู้ตอบเข้าใจวัตถุประสงค์ของการวิจัยอย่างถูกต้องถ่องแท้ การตั้งคำถามและการใช้ถ้อยคำ จึงเป็นสิ่งที่ผู้วิจัยจะสื่อความหมายให้ผู้ตอบได้เข้าใจและจะได้ให้คำตอบตรงตามวัตถุประสงค์ได้ดี โดยจะต้อง สั้น กะทัดรัด เข้าใจง่าย ได้ใจความ ใช้คำที่รู้จักกันดีโดยทั่วไป มีความหมายไม่กำกวม ใช้ภาษาธรรมดา เรียบเรียงประโยคให้ง่าย ใช้ภาษากลางๆ หลีกเลี่ยงคำที่หรู ใช้คำให้น้อยที่สุด และสื่อความหมายดีที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้คำที่เป็นนามธรรม หรือคำที่ทำให้ผู้ตอบลำบากใจในการตอบ หลีกเลี่ยงคำถามที่อาจตอบได้หลายแนว ใช้ถ้อยคำในลักษณะที่ช่วยให้ผู้ตอบใช้ความพยายามในการตอบน้อยที่สุด
บทที่ 10 ประชากร ตัวอย่าง และการเลือกตัวอย่าง
ความหมายและความสำคัญของการเลือกตัวอย่าง การตีความประชากรเป็นได้ทั้ง การแจงนับ (enumeration) เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่ต้องการจากประชากรทุกหน่วยในประชากรทั้งกลุ่มที่เป็นเป้าหมาย นับเป็นวิธีการสำมะโน แต่หากจะศึกษาประชากรที่มีจำนวนมาก จำเป็นต้องใช้ ตัวอย่าง (sample) ของประชากร ในลักษณะที่เป็นตัวแทน เป็นการ สำรวจตัวอย่าง (sample survey)
การกำหนดประชากรเป้าหมาย (target population) โดยทั่วไป ประชากรจะมี 2 ลักษณะ คือ สามารถกำหนดจำนวนหรือระบุขอบเขตได้ค่อนข้างแน่ชัด (finite population) กับประชากรที่ไม่สามารถกำหนดขนาดหรือจำนวนได้แน่ชัด หรืออาจกำหนดจำนวนได้ยากมาก (infinite population) การวิจัยทางสังคมศาสตร์ มักศึกษาประชากรที่มีจำนวนหรือขอบเขตที่แน่ชัด การกำหนดประชากรเป้าหมาย จึงกำหนดขึ้นจากประชากรทั้งหมดตามขอบเขตที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นระดับส่วนงาน หรือระดับครัวเรือนเป็นต้น
การเลือกตัวอย่าง (sampling) แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เลือกโดยไม่คำนึงถึงความน่าจะเป็น (non-probability sampling) และเลือกโดยคำนึงถึงความน่าจะเป็น (probability sampling)
ตัวอย่างการเลือกโดยไม่คำนึงถึงความน่าจะเป็น ได้แก่
1) การเลือกตัวอย่างแบบจงใจ (purposive sampling) ที่ผู้วิจัยจงใจหรือเจตนาเลือกตัวอย่างด้วยเหตุผลเฉพาะเป็นพิเศษที่สามารถอธิบายได้
2) การเลือกตัวอย่างโดยบังเอิญ (accidental sampling) ที่ผู้วิจัยเลือกจากการที่พบผู้ใด ก็สอบถามจากผู้นั้น
ตัวอย่างการเลือกโดยคำนึงถึงความน่าจะเป็น ได้แก่
1) การเลือกตัวอย่างโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) เป็นวิธีการเลือกตัวอย่างที่ทำให้ประชากรเป้าหมายทุกหน่วย มีโอกาสได้รับเลือกเท่าเทียมกัน
2) วิธีการจับสลากหรือล๊อตเตอรี่ คือการเขียนชื่อหรือหมายเลขของประชากรเป้าหมายทั้งหมดที่อยู่ในข่ายที่จะถูกเลือกเป็นตัวอย่าง แล้วเลือกหยิบขึ้นมาเป็นตัวอย่างจนครบตามจำนวนที่ต้องการ
3) วิธีการใช้ตารางสุ่ม (random table) เป็นตารางที่มีผู้ทำขึ้นไว้เป็นสากล จะประกอบด้วยตัวเลขเป็นชุดจำนวนมาก เลือกโดยใช้ปากกาหรือดินสอจิ้มลงในตารางสุ่ม ตามเกณฑ์ที่กำหนด
4) การเลือกตัวอย่างอย่างมีระบบ (systematic sampling) เป็นวิธีการเลือกตัวอย่างที่ช่วยแก้ไขจุดอ่อนของการเลือกตัวอย่างโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย ในกรณีที่ประชากรมีขนาดใหญ่มากๆ ทั้งนี้ต้องมีบัญชีรายชื่อประกอบด้วย โดยการเลือกสุ่มเป็นระยะเท่าๆ กัน เช่น ทุก 100 คน เป็นต้น
5) การเลือกสุ่มตัวอย่างเป็นชั้นภูมิ (stratified sampling) คือจัดแบ่งประชากรทั้งหมดเป็นกลุ่มขั้นชั้นภูมิ (strata) ย่อยๆ เสียก่อนแล้วจึงเลือก
6) การเลือกตัวอย่างเป็นกลุ่ม (cluster sampling) เป็นวิธีคล้ายกับการจัดชั้นภูมิ เพื่อแต่กลุ่มในวิธีนี้ มักจะเป็นการใช้ขอบเขตทางภูมิศาสตร์เป็นหลัก บางครั้งเรียกว่า เป็นการเลือกตัวอย่างโดยแบ่งกลุ่มพื้นที่
16 มิถุนายน 2555 16:48
#744902
บันทึกการอ่าน “สังคมศาสตร์ การวิจัย” โดย เทียนฉาย กีระนันทน์ ครั้งที่ 4 หน้าที่ 233- 388
บทที่ 11 การวิเคราะห์ข้อมูล
โดยทั่วไป ผู้วิจัยต้องวางแผนและกำหนดเทคนิคและวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่เขียนข้อเสนอหัวข้อวิจัย ในขั้นก่อนลงมือวิเคราะห์ข้อมูล ควรมีการเตรียมจัดรูปแบบและระบบข้อมูล ให้สอดคล้องและใช้ได้ดี เหมาะสมกับเทคนิคการวิเคราะห์ที่ได้กำหนดไว้แล้ว
การเตรียมวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลดิบจะได้รับการจัดรูปแบบและระบบเพื่อให้พร้อมที่จะใช้วิเคราะห์ได้ เป็นการประมวลผลข้อมูล (data processing) ส่วนข้อมูลเชิงบรรยายหรือเชิงคุณภาพ ที่เก็บรวบรวมได้จากเอกสาร จะประมวลผลโดยการจัดประเภท หมวดหมู่ หรือลำดับอนุกรมเวลา ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้วิจัย
ข้อมูลปฐมภูมิที่ได้จากงานภาคสนาม ปกติจะมาจากการสำรวจตัวอย่าง การจัดระบบข้อมูล อาจต้องใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย มีการเตรียมระบบรหัส (coding system) การแปรสภาพข้อมูลในแบบลงรหัสไปลงในคอมพิวเตอร์ เมื่อได้จัดระบบและประมวลผลข้อมูลแล้ว จึงนำไปใช้วิเคราะห์ต่อไป
การสร้างตาราง เมื่อผู้วิจัยใช้ข้อมูลโดยเฉพาะข้อมูลเชิงปริมาณจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องมีการจัดรูปข้อมูล วิธีที่นิยมและยอมรับกันอย่างกว้างขวางคือการจัดเป็นรูปตารางข้อมูล ซึ่งจะทำให้ง่ายในการวิเคราะห์ และช่วยในการนำเสนอรายงาน สะดวกต่อผู้อ่านและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ได้ง่าย ตารางที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์การวิเคราะห์และหรือนำเสนอผลการวิจัย อาจแบ่งเป็น 4 ประเภทกว้างๆ คือ ตารางตัวแปรเดียว ตารางตัวแปรสองตัว ตารางตัวแปรสามตัว และตารางตัวแปรมากกว่าสามตัวขึ้นไป
การสร้างแผนภูมิและแผนภาพ วิธีนำเสนอข้อมูล หรือผลการวิเคราะห์วิธีหนึ่งที่นิยมกัน ทำให้เกิดความเข้าใจง่าย หรือใช้แสดงประกอบคำอธิบายที่ซับซ้อน คือการสร้างแผนภูมิและแผนภาพ ซึ่งมีทั้งที่เป็นแผนภูมิเส้น แผนภูมิแท่ง หรือแผนภูมิในลักษณะอื่นๆ ที่สะท้อนจำนวน หรือสัดส่วนของข้อมูล จำแนกประเภทที่ต้องการนำเสนอ ซึ่งผู้วิจัยควรระลึกว่า เป็นสื่อหรือเครื่องมือช่วยสรุปหรือช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสาระสำคัญมากขึ้น การกำกับมิติหรือแกน จะต้องระบุให้ชัดเจนว่าคืออะไร กำกับด้วยหน่วยการวัดที่ชัดเจน ชื่อแสดงแผนภูมิและแผนภาพ
การตีความหมายข้อมูล จะตีความได้ถูกต้อง สมเหตุสมผล ต้องพิจารณา คือ ประการแรก ต้องทราบพื้นฐานถึงเทคนิคทางสถิติที่ใช้ในการวิจัย ซึ่งรวมถึงข้อดี ข้อบกพร่อง หรือจุดอ่อนของวิธีนั้นๆ ตลอดจนการตีความหมาย ประการที่สอง ควรทบทวนการวิเคราะห์ขั้นต้น เช่น การทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร แม้ว่าการทดสอบจะพบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นความสัมพันธ์โดยบังเอิญหรือไม่ หากทดสอบใหม่กับข้อมูลใหม่ อาจไม่พบความสัมพันธ์ก็ได้ ประการที่สาม กรณีข้อมูลอาจมีข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นจากการรวบรวมข้อมูล ควรทวนกลับด้วยว่า ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาอย่างไร แบบของการวิจัยเป็นอย่างไร มีปัญหาหรือข้อบกพร่องในการวัดตัวแปรหรือไม่ การใช้ตัวแปรแทนเหมาะสมหรือไม่ ประการที่สี่ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ทดสอบแล้ว พบว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ อาจเป็นความสัมพันธ์ลวงได้ กล่าวคือ แท้จริงแล้ว ตัวแปรสองตัวนั้นไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่ที่ทดสอบพบว่ามีความสัมพันธ์นั้น เป็นเพียงความสัมพันธ์ลวงที่เกิดขึ้นกับข้อมูลชุดนั้นเท่านั้น ดังนั้น การทบทวนแบบจำลอง ตัวแปรแทนที่ใช้ รวมถึงการอ่านค่าที่ได้จากการทดสอบทางสถิติ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้วิจัยต้องทำก่อนสรุปผลการวิเคราะห์ ประการสุดท้าย เพื่อให้เกิดความรอบคอบมากที่สุด ผู้วิจัยควรทบทวนพิจารณาอีกครั้งว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ทดสอบพบนั้น เป็นเหตุเป็นผลแก่กันและกันอย่างแท้จริงหรือไม่ กล่าวคือ ความสัมพันธ์ต้องมีค่าสูงมากพอ ความสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลในเชิงอนุกรมเวลา คือเหตุต้องเกิดก่อนผล สามารถอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุผลได้ดี สามารถพิสูจน์หรือทดสอบความสัมพันธ์เช่นว่านั้นได้อีก ในกรณีใดก็ได้ โดยยังคงแสดงความสัมพันธ์นั้นๆ เช่นเดิม
บทที่ 12 การประยุกต์การวิเคราะห์ถดถอยในการวิจัยเชิงประจักษ์
ลักษณะและความหมายของการวิเคราะห์ถดถอย เป็นการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ในเชิงสถิติ 2 ตัวแปร ตัวแปรหนึ่งเป็นตัวแปรอิสระ อีกตัวแปรหนึ่งเป็นตัวแปรตามในรูปของฟังก์ชัน การวิเคราะห์ถดถอยยังอาจแสดงการวิเคราะห์หาค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตามหนึ่งตัวแปร เมื่อมีตัวแปรอิสระที่เป็นตัวกำหนดหลายๆ ตัวแปรได้ เป็นการวิเคราะห์ถดถอยพหุ (multiple regression analysis)
การวิเคราะห์การถดถอยจะแสดงทิศทางของความสัมพันธ์ด้วย กล่าวคือ บอกได้ว่า ตัวแปรตามจะแปรผันในทิศทางเดียว (มีค่าเป็นบวก) หรือแปรผันในทางกลับกัน (มีค่าเป็นลบ) กับตัวแปรอิสระแต่ละตัว ในชุดของตัวแปรอิสระทั้งหมด
การวิเคราะห์การถดถอย จะแสดงถึงขนาด(magnitude) ของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตามกับตัวแปรอิสระ กล่าวคือ ในการวิเคราะห์ถดถอยนั้นจะประมาณค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย (regression coefficient) ค่าสัมประสิทธิ์ที่ประมาณได้สำหรับบทบาทหรืออิทธิพลของตัวแปรอิสระแต่ละตัว จะแสดงถึงขนาดของบาทบาทหรืออิทธิพลที่ตัวแปรอิสระนั้นๆ มีต่อตัวแปรตาม
สิ่งที่ต้องคำนึงในการวิเคราะห์ถดถอย คือการทดสอบค่าประมาณที่ได้ในเชิงสถิติทั้งหมด ค่าสถิติที่ได้จากการวิเคราะห์ถดถอยที่สำคัญมี 3 ประการ คือ
t-statistics ใช้ทดสอบค่านัยสำคัญทางสถิติของค่าประมาณที่คำนวณได้สำหรับค่าสัมประสิทธิ์ในตัวแปรอิสระแต่ละตัวแปร กรณีที่ค่า t ไม่ปรากฏว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ จะให้ความหมายว่า การแปรผันในตัวแปรอิสระนั้นๆ มีผลกระทบต่อการแปรผันในตัวแปรตามไม่แตกต่างไปจากศูนย์ ซึ่งเท่ากับว่า ตัวแปรอิสระนั้น ๆ ไม่น่าจะมีผลกระทบหรือมีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม แต่ถ้าค่า t เมื่อทดสอบแล้ว ปรากฏว่ามีนัยสำคัญ ณ ระดับนัยสำคัญที่สูงมากพอ จะให้ความหมายว่า ภายใต้ชุดตัวแปรอิสระชุดที่กำหนดในแบบจำลองนั้น เมื่อนำเข้ามาพิจารณาร่วมกันแล้ว และเมื่อตัวแปรอิสระทั้งหลายถูกกำหนดไว้ ตัวแปรอิสระเฉพาะตัวที่ประมาณค่าสัมประสิทธิ์นั้นน่าจะมีอิทธิพลและบทบาทในการแปรผันของตัวแปรตามอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
f-statistics เป็นค่าสถิติที่ใช้ทดสอบความเหมาะสมของแบบจำลอง หรือชุดของตัวแปรอิสระทั้งชุดที่กำหนดขึ้นใช้ทดสอบนั้นด้วย ค่า f ที่คำนวณได้แล้วปรากฏว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ จะช่วยเพิ่มน้ำหนักในการอธิบายได้ว่า แบบจำลองหรือชุดของตัวแปรอิสระนั้นๆ ใช้ได้ตามสมควร แต่เมื่อทดสอบแล้วไม่ปรากฏว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ ก็จะเท่ากับว่า แบบจำลองหรือชุดของตัวแปรอิสระที่กำหนดขึ้นอธิบายการแปรผันในตัวแปรตามนั้น ยังไม่เหมาะสมนัก หรือยังใช้ไม่ได้ดีนัก
R2 จะช่วยบอกถึงระดับความสามารถในการอธิบายความแปรผันของแบบจำลองหรือชุดของตัวแปรอิสระที่กำหนดขึ้นนั้นได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องได้ค่าที่สูงหรือต่ำมากก็ได้
ปัญหาพื้นฐานในการวิเคราะห์ถดถอย ข้อจำกัดของการวิเคราะห์ถดถอยที่ผู้ใช้พึงระมัดระวัง ที่อาจเกิดข้อคลาดเคลื่อนหรืออคติขึ้นได้ในผลการวิเคราะห์ และจะทำให้มีการตีความหมาย ตลอดจนการประยุกต์อธิบายผลการวิเคราะห์ผิดหรือคลาดเคลื่อนไปทั้งหมดได้ โดยสรุปข้อจำกัดที่เป็นประเด็นสำคัญ 5 ประการ คือ
1) ปัญหาจากการวิเคราะห์ที่มิใช่เชิงเส้น (non-linearity) การวิเคราะห์ถดถอยนั้น สมมติอยู่ว่าเป็นการผูกแสดงความสัมพันธ์เชิงเส้น (linear relationship) ระหว่างตัวแปรอิสระ กับตัวแปรตามเท่านั้น ดังนั้น ในการประมาณค่าสัมประสิทธิ์ การวิเคราะห์ถดถอยจึงให้ค่าประมาณเชิงเส้น สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับตัวแปรตามโดยตลอด ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วมักปรากฏเสมอว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระตัวใดตัวหนึ่งกับตัวแปรตาม อาจไม่ได้เป็นความสัมพันธ์เชิงเส้น การวิเคราะห์จึงมีผลให้คลาดเคลื่อนไปจากที่ควรจะพึงเป็นได้
2) ปัญหาจากการที่ตัวแปรอิสระบางคู่มีความสัมพันธ์ในเชิงสถิติต่อกัน (multicollinearity) กรณีที่ผู้วิจัยกำหนดแบบจำลองให้ประกอบด้วยตัวแปรอิสระที่กำหนดไว้หลายๆ ตัว ตัวแปรอิสระเหล่านั้น บางคู่อาจมีความสัมพันธ์ในเชิงสถิติกันอย่างใกล้ชิดมาก กล่าวคือ เมื่อพิจารณาจากค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระแต่ละคู่ แล้วจะมีค่าเป็น +1.0 หรือมีค่าที่ใกล้เคียงกับ +1.0 มากๆ ซึ่งตีความได้ว่า ตัวแปรอิสระคู่นั้นๆ แสดงอิทธิพลหรือผลกระทบต่อตัวแปรตามได้เกือบจะเท่าๆ กัน หรืออาจใช้แทนกันได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ตัวแปรอิสระ 2 ตัว ที่ให้ความหมายเกือบจะเหมือนๆ กัน
3) ปัญหาของ simultaneity โดยอิงจากการวิเคราะห์ถดถอยแบบง่าย ที่เรียกว่า OLS ซึ่งมีข้อสมมติที่เป็นเงื่อนไขอยู่ว่า ตัวแปรอิสระแต่ละตัวที่ใช้เป็นตัวกำหนดอธิบายการแปรผันในตัวแปรตามนั้น จะต้องเป็นตัวแปรซึ่งถูกกำหนดโดยตัวแปรอื่นๆ ภายนอกระบบที่เรียกว่า เป็น exogeneous variable ลักษณะปัญหาของ simultaneity เกิดจากการที่ตัวแปรอิสระตัวหนึ่งตัวใดในระบบหรือในแบบจำลองที่สร้างขึ้นไม่เป็นเป็น exogeneous แต่กลับเป็น endogeneous กล่าวคือ กลับมีความสัมพันธ์ในเชิงที่ขึ้นกับตัวแปรอิสระอื่น ๆ ตัวหนึ่งตัวใด หรือหลายตัวที่มีอยู่ในระบบหรือแบบจำลอง อาจเรียกได้ว่า เป็นความสัมพันธ์ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่
4) ปัญหาที่เรียกว่า heteroskedasticity มักเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้ข้อมูล cross-section ที่ตัวแปรตามมีค่าเป็นช่วงห่างมากระหว่างค่าสูงที่สุดกับค่าที่ต่ำที่สุด ผลของปัญหาก็คือ ค่าประมาณของสัมประสิทธิ์อาจคลาดเคลื่อนได้
5) ปัญหาเกี่ยวกับความเกี่ยวพันในเชิงเวลา กรณีที่การศึกษาวิจัย ใช้ข้อมูลเชิงอนุกรมเวลา สิ่งที่มักจะพบว่าเป็นปัญหาเสมอ คือตัวแปรแต่ละตัว มักจะมีความผูกพันหรือเกี่ยวพันในเชิงเวลา
บทที่ 13 การเสนอรายงานการวิจัย
การนำเสนอผลการวิจัย อาจทำได้หลายรูปแบบ เป็นต้นว่า เสนอผลการวิจัยด้วยปากเปล่า เสนอผลการวิจัยในรูปของบทความวิจัยเฉพาะสาระสำคัญๆ ลงพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการ จัดทำเป็นรายงานเสนอผลการวิจัยด้วยการเขียนรายงานเต็มรูป
รูปแบบของรางานการวิจัย โดยทั่วไป แล้วรายงานวิจัยที่เสนอในรูปของข้อเขียนจะใช้รูปแบบของรายงานซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนนำ ส่วนเนื้อหา และส่วนอ้างอิง
ส่วนนำ จะประกอบด้วย ปกในหรือหน้าชื่อเรื่อง หน้าอนุมัติ บทคัดย่อ คำนำ สารบัญเรื่อง สารบัญตาราง สารบัญแผนภาพ
ส่วนเนื้อหา จะประกอบด้วย 1) บทนำหรือความนำ ได้แก่ ความเป็นมา ปัญหาและขอบเขตของปัญหา คำนิยาม สมมติฐาน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2) วิธีการวิจัย ได้แก่ วิธีการศึกษา การสร้างแบบจำลอง ข้อมูลและการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล 3) ผลการวิจัยหรือข้อค้นพบ ได้แก่ การเสนอผลการวิจัย การตีความหมาย การอภิปรายผลการวิจัย 4) สรุปและข้อเสนอแนะ
ส่วนอ้างอิง เป็นความที่จะเพิ่มน้ำหนักของส่วนที่เขียนไว้ในส่วนที่สองของรายงานการวิจัย นอกจากนี้ส่วนต่อท้ายส่วนอ้างอิง มักมีภาคผนวก ที่แสดงรายละเอียดปลีกย่อยที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้รายงานวิจัยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ข้อควรพิจารณาในการเขียนรายงานการวิจัย คือ ความมีเนื้อหาสาระครบถ้วน การมีคุณค่าของงานวิจัย ที่ประกอบด้วย ความถูกต้องแน่นอน ความรัดกุม ความชัดเจน ความต่อเนื่อง ความกลมกลืน การเน้นความสำคัญ ความง่าย
ข้อคิดจากรายงานการวิจัย ที่มักพบเสมอจากการอ่านรายงานการวิจัย คือ รายงานการวิจัยบางกรณี กล่าวถึงประเด็นใดประเด็นหนึ่งกว้างมากเกินไป ทำให้ขาดความชัดเจน ปราศจากเหตุผลที่มีน้ำหนักมาสนับสนุน ขาดหลักฐาน เอกสารอ้างอิง รายงานการวิจัยที่ ผู้วิจัยมิได้วางแผนในการเขียนรายงานล่วงหน้า จึงขาดการจัดระเบียบ เนื้อหาไม่ติดต่อ สืบเนื่องและสอดคล้องกันโดยตลอด ขาดความต่อเนื่องระหว่างตัวปัญหากับสมมติฐาน และผลที่ได้จากการวิจัย ทำให้วัตถุประสงค์เป็นอย่างหนึ่ง สมมติฐานเป็นอีกอย่างหนึ่ง และผลการวิจัยได้เป็นอีกอย่างหนึ่ง บางกรณี ผู้วิจัยไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อมูลอย่างเพียงพอ ผู้วิจัยเขียนสรุปผลการวิจัยในเรื่องหรือประเด็นที่ไม่ได้มีการทดสอบ พิสูจน์ หรือค้นหาไว้ในการวิจัยนั้น
บทที่ 14 การใช้หลักฐานและเอกสารอ้างอิง
วิธีการเขียนอ้างหลักฐานและเอกสารอ้าง ของแต่ละมหาวิทยาลัย จะมีรูปแบบตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เห็นเค้าโครงหนังสือ สำหรับผู้สนใจได้ศึกษา ในที่นี้จะนำเสนอเฉพาะประเด็นหลักที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้ดังนี้
1) วิธีการอ้างอิง ประกอบด้วย ข้อความที่คัดลอกมา เชิงอรรถ บรรณานุกรม
2) วิธีการเขียนเชิงอรรถและบรรณานุกรม
3) ศัพท์และคำย่อต่างๆ ที่ใช้กันทั่วไป
บทที่ 15 การเขียนข้อเสนอวิจัย
ส่วนประกอบของข้อเสนอวิจัย ได้แก่ 1) การกำหนดปัญหาในการวิจัย ประกอบด้วย ข้อความเบื้องต้นหรือคำนำ ขอบเขตของการวิจัย วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของการวิจัย สมมติฐานในการวิจัย การนิยาม ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2) แนวการวิเคราะห์ ประกอบด้วย ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวความคิดหรือแบบจำลอง แนวทางที่ใช้ในการวิเคราะห์ 3) ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ลักษณะของข้อมูลที่จะใช้ แหล่งข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย ทรัพยากรที่ต้องการ 4) การเขียนรายงานการวิจัย 5) งบประมาณ 6) ผู้วิจัย