คำว่าเด็กไร้รากเหง้า(rootless child) นั้นนับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำว่าคนไร้รากเหง้า และตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคนไร้รากเหง้า รวมทั้ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ด้วยซึ่งคาดว่าจะได้บันทึกลงในบล็อกเร็วๆนี้
ในบันทึกฉบับนี้อาจจะมีการชี้แจ้งที่ไม่ละเอียด ซึ่งขอชี้แจงข้อเท็จจริงที่ได้รับราบมาเพิ่มเติม คือเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่ดูแลเด็กกำพร้านั้น ได้นำเด็กไปแจ้งเกิด แต่เจ้าหน้าที่ทางปกครอง ซึ่งก็คือนายทะเบียนนั้นไม่รับแจ้ง ซึ่งขัดกับมาตรา ๑๙ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ความว่า
"ผู้ ใดพบเด็กในสภาพแรกเกิดหรือเด็กไร้เดียงสาซึ่งถูกทอดทิ้ง ให้นำตัวเด็กไปส่งและแจ้งต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ซึ่งปฏิบัติ งานในท้องที่ที่พบเด็กนั้นโดยเร็ว เมื่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ดังกล่าวได้รับตัวเด็กไว้แล้วให้บันทึกการรับตัวเด็กไว้ ในกรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจรับเด็กไว้ ให้นำตัวเด็กพร้อมบันทึกการรับตัวเด็กส่งให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในเขตท้องที่ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ดังกล่าวได้รับตัวเด็กไว้หรือได้รับตัวเด็กจากพนักงาน ฝ่ายปกครองหรือตำรวจแล้ว ให้แจ้งการเกิดต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งและให้นายทะเบียนออก ใบรับแจ้ง ทั้งนี้ ตามระเบียบและแบบพิมพ์ที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนด บันทึก
การรับตัวเด็กตามวรรคหนึ่งให้ทำเป็นสองฉบับและเก็บไว้ที่เจ้าหน้าที่ผู้รับ ตัวเด็กหนึ่งฉบับและส่งมอบให้กับนายทะเบียนผู้รับแจ้งหนึ่งฉบับ โดยให้มีรายละเอียดเกี่ยวกับรายการบุคคลของผู้ที่พบเด็ก พฤติการณ์ สถานที่และวันเวลาที่พบเด็ก สภาพทางกายภาพโดยทั่วไปของเด็ก เอกสารที่ติดตัวมากับเด็ก และประวัติของเด็กเท่าที่ทราบ และในกรณีที่ไม่อาจทราบสัญชาติของเด็กให้บันทึกข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ด้วย"
ในเมื่อเจ้าที่ทางปกครองไม่ทำตามกฎหมาย จึงควรปฎิบัติเช่นไร?
ส่วนในเรื่องสิทธิที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้ ข้าพเจ้าได้ค้นคว้าเพิ่มเติมพบว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ให้ความเห็นชอบระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2548 เพื่อให้เด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร รวมทั้งให้จัดสรรงบประมาณอุดหนุนเป็นค่าใช้จ่ายรายหัวให้แก่สถานศึกษาที่ จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่คนกลุ่มนี้ในอัตราเดียวกับเด็กไทย ประกอบกับพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งกำหนดให้ต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพลภาพและผู้ด้วยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งตนเองได้ และกำหนดให้เยาวชนซึ่งไม่มีผู้ดูแลมีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและการจัดการ ศึกษาอบรมจากรัฐโดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน เด็กชนกลุ่มน้อย เด็กที่ไม่ได้รับสัญชาติไทย เด็กไร้สัญชาติ เด็กที่ไม่มีสูติบัตรหรือหลักฐานทางทะเบียนราษฎร เป็นเด็กด้อยโอกาส 1 ใน 6 กลุ่ม ที่กำหนดไว้ในนโยบายการจัดการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาส “การศึกษา”
ซึ่งในทางข้อเท็จจริงแล้วมีสถานศึกษาจำนวนไม่น้อยที่ปฏิเสธเด็กกลุ่มนี้ในการเข้ารับการศึกษา แล้วจึงวรทำอย่างไรเพื่อให้กฎหมายหรือข้อบังคับเหล่านี้มีผลบังคับใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ?
ซึ่งถ้าข้อมูลที่ได้สืบค้นมามีข้อผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยมาณ.ที่นี้ด้วย
อ้างอิง :
http://education.kapook.com/view14188.html
http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538973729&Ntype=19
น่าจะมีการให้บทนำสักสองสามบรรทัดเกี่ยวกับความเป็นมาของคดีนะคะ การกำหนดสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์และรัฐภายใต้กฎหมาย. อย่าลืม
เรียน ท่านอาจารย์ และเพื่อนๆ นักศึกษาครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต นวัตกรรมการบริหารจัดการศึกษา ทุกท่าน เชิญเข้าไปแวะอ่านสรุปบันทึกการอ่าน “สังคมศาสตร์ การวิจัย” โดย เทียนฉาย กีระนันทน์ ครั้งที่ 1 บทที่ 1-3 จากหน้าที่ 1 ถึงหน้า 28 และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ตามลิงค์ด้านล่างนี้
พระมหาสาธิต เมธีจรรยาภรณ์ รหัสนักศึกษา 54484941002
บันทึกการอ่าน “สังคมศาสตร์ การวิจัย” โดย เทียนฉาย กีระนันทน์ ครั้งที่ 1 หน้าที่ 1-28
บทที่ 1 ความรู้พื้นฐานการวิจัย
ผู้เขียนได้เกริ่นนำถึงทัศนคติของคนทั่วไปต่อการทำงานวิจัย ที่เข้าใจว่าเป็นเรื่องยาก และไม่ให้ความสนใจ แต่จากกรอบระบบ ระเบียบ วิธีปฏิบัติหลายๆ เรื่องเช่น ในมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการวิจัย ที่ผูกโยงกับผลการประเมินความดีความชอบ หรือ หน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องการคำตอบเพื่อแก้ปัญหาการดำเนินงาน มีการให้ทุนสนับสนุนการวิจัย จึงทำให้การวิจัยเข้ามามีบทบาทในการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวันมากขึ้น
ความหมายของการวิจัย ผู้เขียนสรุปเป็นความหมายกว้างๆ ไว้ว่า เป็นเรื่องของการศึกษาค้นคว้า เพื่อพิสูจน์หรือหาคำตอบหรือหาข้อเท็จจริง ที่อาจจะยังไม่มีการค้นพบในเรื่องนั้นๆ มาก่อน หรืออาจจะมีการค้นพบมาแล้ว แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ก็ต้องการค้นหาใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้การวิจัยแต่ละศาสตร์จะมีความแตกต่างกัน แล้วเชื่อมโยงถึงการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ที่ครอบคลุมหลายสาขาวิชา มีการพัฒนาระบบและวิธีการวิจัยขึ้น ให้เป็นที่ยอมรับ โดยอาศัยกลยุทธ์และเทคนิคทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์เข้า เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์
การวิจัยทางสังคมศาสตร์มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ ความเป็นระบบ (systematic) มีการศึกษาถึงปฏิสัมพันธ์ (interaction) และมีลักษณะเป็นพลวัต (dynamic)
รูปแบบการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ที่นำมาใช้กับงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ 2 รูปแบบ คือ วิธีการอุปมาน (deductive method) และวิธีการอนุมาน (inductive method) ในลักษณะเป็นการอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุผลของพฤติกรรมภายใต้ข้อกำหนดหรือเงื่อนไขหนึ่งๆ ที่มีอยู่ หรือเป็นการหาเหตุผลของพฤติกรรมที่กำหนดให้ เพื่อตอบข้อสงสัย ที่เรียกว่าสมมติฐาน ซึ่งต้องใช้ข้อมูลเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นตัวเลขหรือไม่ก็ได้ และใช้เครื่องมือสถิติ ที่สามารถทดสอบ เป็นที่เชื่อถือ และยอมรับกันโดยทั่วไป
ประโยชน์ของงานวิจัย โดยสรุปมี 4 ประการ คือ 1. ช่วยขยายขอบเขตความรู้เดิม ก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ 2.ช่วยวินิจฉัยปัญหา วิเคราะห์ถึงสาเหตุ ก่อให้เกิดทางเลือกในการตัดสินใจหลายๆ ทาง 3.ช่วยเสริมสร้างสมรรถนะในการบริหารงาน 4.ช่วยในการกำหนดนโยบาย วางแผนการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างรอบคอบรัดกุม
บทที่ 2 รูปแบบและประเภทของงานวิจัย
การแบ่งประเภทของงานวิจัยอาจแบ่งได้หลายวิธี เช่น ตามหลักการของการวิจัย ตามวัตถุประสงค์ที่จะนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ ตามจุดมุ่งหมายในการทำวิจัย ตามลักษณะข้อมูลที่นำมาใช้ เป็นต้น
แบ่งตามวิธีการวิจัย เป็น 3 ประเภทกว้าง ๆ คือ การวิจัยเชิงทฤษฎี (theoretical research) การวิจัยเชิงประจักษ์ (empirical research) และการวิจัยเชิงปฏิบัติ (action research)
แบ่งตามวัตถุประสงค์ เป็น การวิจัยแบบบริสุทธ์ (pure research) และ การวิจัยแบบประยุกต์ (applied research)
แบ่งตามความมุ่งหมายในการทำวิจัย เป็น 4 ประเภท คือ การวิจัยเพื่อค้นหาหรือแบบบุกเบิก (exploratory research) การวิจัยเพื่อคาดการณ์ (predictive research) การวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive research) การวิจัยเชิงสังเคราะห์ (analytical research)
แบ่งตามวิธีการเก็บข้อมูล 7 ประเภท คือ การวิจัยเอกสาร (documentary research) การวิจัยโดยการสังเกต (observatory research) การวิจัยโดยการทดลอง (experimental research) การวิจัยโดยการทำสำมะโน (census) การวิจัยโดยการศึกษาต่อเนื่องระยะยาว (panel study) การศึกษาเฉพาะกรณี (case study) การวิจัยเชิงสำรวจ (survey research)
บทที่ 3 ขั้นตอนและกระบวนการในการวิจัย
ขั้นตอนการวิจัย
ขั้นตอนการวิจัยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมการ ขั้นออกแบบวิจัย ขั้นดำเนินการวิจัย และขั้นเสนอผลการวิจัย
ขั้นเตรียมการ ประกอบด้วยการพิจารณาเลือกและกำหนดปัญหาที่จะทำวิจัย การเลือกหัวเรื่อง และการตั้งชื่อเรื่อง
ขั้นออกแบบวิจัย เริ่มจากการศึกษาค้นคว้าทฤษฎี แนวความคิด ผลงานวิจัยอื่นๆ ในอดีต นำมาเป็นองค์ประกอบในการกำหนดรูปแบบ และแนวทางการวิจัยภายใต้เรื่องหรือปัญหาที่เลือก อาจมีการสร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายประเด็นปัญหา การกำหนดสมมติฐานที่ต้องการพิสูจน์ ตลอดจนเครื่องมือที่จะใช้วิเคราะห์ข้อมูล
ขั้นดำเนินการวิจัย ตามที่ได้ออกแบบไว้ในขั้นตอนที่สอง
ขั้นเสนอผลการวิจัย อาจทำได้หลายวิธี เช่น จัดทำรายงานการวิจัยเป็นเอกสารสิ่งพิมพ์ เสนอรายงานด้วยวาจา เป็นต้น
กระบวนการในการวิจัย
กระบวนการในการวิจัย 10 ประการ คือ
1.การกำหนดปัญหา การเลือกหัวข้อ และหัวเรื่องของการวิจัย
2.การประมวลแนวความคิด หลักการและอื่นๆ จากทฤษฎีหรืองานวิชาการประเภทอื่นๆ ที่มีผู้ศึกษาไว้แล้ว
3.การกำหนดแนวความคิดของเรื่องที่วิจัย
4.การสร้างแบบจำลอง
5.การตั้งสมมติฐาน
6.การกำหนดตัวแปรจากแบบจำลองและสมมติฐานที่ตั้งไว้
7.การเก็บรวบรวมข้อมูล
8.การวิเคราะห์ข้อมูลรวมถึงการประมวลผลข้อมูล
9.การพิสูจน์สมมติฐาน
10.การสรุปผลการวิจัย
การเข้าชั้นเรียนวันที่ 13
อาจารย์สรุปเนื้อหาได้สั้น กระชับ พร้อมตัวอย่างประกอบ เป็นแนวทางสำหรับผู้เรียนในการทำบันทึกการเรียนรู้ การจับและสรุปประเด็น ซึ่งคงต้องอาศัยการฝึกฝนและปฏิบัติบ่อยๆ ก็จะทำให้เกิดทักษะความชำนาญมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ได้เน้นย้ำเรื่อง เรื่องการอ่านมากๆ การทำความเข้าใจทฤษฎี ซึ่งเป็นฐานความคิด เวลาที่เขียนบันทึก หรือเขียนงานทางวิชาการ ก็ให้ทวนสอบความคิด กับหลักการและทฤษฎี จะทำให้ไม่หลงประเด็น การเขียนงาน ทำได้ชัดเจน เป็นเหตุเป็นผล และเป็นที่ยอมรับมากขึ้น
ช่วงบ่าย-เย็น เป็นช่วงที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนมาก เนื่องจากเป็นช่วงที่ได้นำความรู้จากที่ได้ศึกษา ได้อ่าน ลงสู่ภาคปฏิบัติ คือการนำเสนอหัวข้อวิจัย และอาจารย์ได้ช่วยวิพากย์ถึงประเด็นปัญหาการวิจัย การตั้งวัตถุประสงค์ การตั้งชื่อเรื่อง รวมทั้งให้เพื่อนๆ ได้ช่วยกันวิพากย์ ทำให้ผู้เรียนได้เห็นมุมมองในแง่ต่างๆ ผู้เรียนเกิดความเข้าใจกับประเด็นการนำเสนอ ชัดเจนมากขึ้น
ขอขอบพระคุณอาจารย์ ที่เป็นกัลยาณมิตร ช่วยชี้แนะในการเรียนครั้งนี้ และต่อๆ ไปด้วย
ภาคเช้า สาระสำคัญของการเขียนรายงานการวิจัย2แบบ คือ
- แบบนิรนัย เป็นการใช้เหตุผลที่ได้มาจาก กฎ แนวคิด ทฤษฎี หรือจากข้อสรุปทั่วไปที่เชื่อว่าเป็นจริง ข้อสรุปก็จะเป็นจริง
- แบบอุปนัย เป็นการยกประโยคอ้างจากผู้หยั่งรู้และผู้รู้มาอธิบายเป็นเหตุในการหาความจริงนำมาสรุป
ภาคบ่าย เป็นจุดที่ยังไม่ชัดเรื่องที่จะนำเสนอ เพราะเปลี่ยนกระทันหัน ทบทวนเรื่องเดิมกับเรื่องที่นำเสนอวันนี้ว่าสิ่งไหนที่ตนเองรู้มากกว่า และสามารถอธิบายได้ชัดเจน พอได้มีโอกาสนำเสนอและได้รับคำชี้แนะจากอาจารย์ทำให้มีกำลังใจ และจุดประกายแห่งพลังขึ้นมาทันที ใจสู้ค่ะ กายก็พร้อมค่ะ
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง
คุณกำลังเผชิญกับเด็กไร้รากเหง้า (rootless child) แล้วล่ะนะ
คุณรู้ไหม ? สิ่งที่คุณได้รับรู้ไม่ถูกต้องนัก อาทิ การแจ้งเกิดให้เด็กกำพร้าทำไม่ได้
ลองไปค้นเหล่ามาตรา ๑๙ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ แก้ไข ๒๕๕๑ มาดูซิคะ
แล้วคุณจะพบว่า เมื่อองค์กรของรัฐที่มีหน้าที่ดูแลเด็กกำพร้าไม่รู้กฎหมายแล้ว เด็กก็เข้าไม่ถึงสิทธิมนุษยชน
มาทบทวนสิ่งรู้ และลบสิ่งไม่ถูกต้องออกจากสมองนะคะ
อาทิตย์หน้า ก็ศึกษากฎหมายเพื่อจัดการเด็กกำพร้าหรือเด็กไร้รากเหง้าซิคะ
ลองนั่งทำแบบฝึกฝนซิคะ ทำได้ไหมเอ่ย สแกนความรู้กันหน่อยซิคะ
ขอบพระคุณค่าอาจารย์สำหรับคำแนะนำ หนูจะพยายามหาเป้าหมายของการเรียนวิชานี้ให้เร็วที่สุดตอนนี้เริ่มมาแล้วค่ะ มันกำลังจะมา